
MINTแนวโน้มสดใส
เจียรนัย อุตะมะบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) หุ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบริษัทแรกที่แจ้งงบการเงินปี 2560 ออกมาที่ 5,400 ล้านบาท ลดลง 18% จากปี 2559 และต่ำกว่าที่ตลาดคาด 3% และผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2560 ที่ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากกำไรจากภาษีจ่ายที่ลดลงและรายได้ของธุรกิจร้านอาหารจานด่วน (QSR) ที่ลดลง ชดเชยด้วยการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น และกำไรจากจากบริษัทลูกที่เพิ่มขึ้น
เจียรนัย อุตะมะ
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) หุ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบริษัทแรกที่แจ้งงบการเงินปี 2560 ออกมาที่ 5,400 ล้านบาท ลดลง 18% จากปี 2559 และต่ำกว่าที่ตลาดคาด 3% และผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2560 ที่ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากกำไรจากภาษีจ่ายที่ลดลงและรายได้ของธุรกิจร้านอาหารจานด่วน (QSR) ที่ลดลง ชดเชยด้วยการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น และกำไรจากจากบริษัทลูกที่เพิ่มขึ้น
ปีนี้ MINT ยังมีความหวังว่าจะมีกำไรเติบโตต่อเนื่องจากปี 2560 ตามการท่องเที่ยวและการกระจายธุรกิจและกลุ่มแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่การเงินส่วนกลาง MINT มีมุมมองว่าปี 2561 ธุรกิจของบริษัทจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและมีผลกำไรที่ดีด้วยความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การกระจายธุรกิจและกลุ่มแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจอย่างมีระเบียบวินัยรวมถึงแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ดีที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งระดับสากลและความเป็นเลิศในการดำเนินงานจะช่วยให้ไมเนอร์ โฮเทลส์ผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไร
ทั้งนี้ แนวโน้มที่ดีของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในตลาดหลักที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ รวมถึงนโยบายเชิงรุกของบริษัทในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในช่องทางการจัดจำหน่าย การขาย ห้องพักและการทำการตลาด ไมเนอร์ โฮเทลส์จึงคาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการเข้าพัก ค่าห้องเฉลี่ยต่อคืน และรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของให้สูงขึ้น
นอกจากนั้นธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยและจะช่วยผลักดันการเติบโตของกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ไมเนอร์ ฟู้ดจะผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงาน ด้วยเครือข่ายแบรนด์ที่แข็งแกร่งและการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ไมเนอร์ฟู้ดคาดว่าประเทศไทยและจีนจะเป็นตลาดหลักทรัพย์สร้างการเติบโตให้กับกลุ่มในปี 2561 ด้วยสภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และการเติบโตของชนชั้นกลาง
นอกจากนั้นยังเป็นหุ้นที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำให้ซื้อ เพราะคาดว่า ปีนี้จะสดใสตามการท่องเที่ยวที่เป็น วงจรขาขึ้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ยืนยันมุมมองว่า แนวโน้มการบริโภคและการฟื้นตัวของความต้องการในประเทศที่ล่าช้าเป็นปัจจัยกดดันในระยะยาว แต่แนะนำให้ "ซื้อ" โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 49 บาท ทั้งนี้ชอบ MINT มากกว่าบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เนื่องจาก MINT เน้นธุรกิจโรงแรมมากกว่าร้านอาหาร และมีการกระจายความเสี่ยงในต่างประเทศที่สูงกว่าคู่แข่ง
นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ MINT มีวงจรเติบโตต่อเนื่องนำโดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมในประเทศ (16% ของรายได้รวม) รายได้เฉลี่ยต่อห้องเติบโตสูงและกลุ่มทิโวลีในโปรตุเกส (6% ของรายได้รวม) มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องสูงขึ้นอย่างมีนัยจากการปรับขึ้นอัตราเข้าพักหลังเสร็จสิ้นซ่อมแซมด้านธุรกิจอาหารโดยรวมแผนขยายสาขาเชิงรุกและยอดขายต่อสาขาเดิมที่กลับมาเติบโตหนุนให้ยอดขายรวมเพิ่มขึ้นทั้งนี้ต้องติดตามการรับรู้รายได้จากการขายไตรมาสแรกปีนี้เทียบไตรมาส 4 ปี 2560
ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรปกติในปี 2561 ที่ 6,700 ล้านบาท เติบโตโดดเด่น 24% จากปี 2559 และคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่มูลค่าเหมำะสมในปี 2561 ที่ 52.50 บาท ราคาปัจจุบันปรับขึ้นเพียง 22% ในรอบ 1 ปีเทียบกับดิ เอราวัณกรุ๊ป (ERW) เพิ่มขึ้น 93% และ CENTEL เพิ่มขึ้น 40% ขณะที่กำไรปกติ MINT ในปีนี้เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ 24% จากปี 2560 เทียบกับค่ำเฉลี่ยกลุ่มที่ 16% และมีปัจจัยบวบกระยะสั้นคือ MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักมีผลวันที่ 28 ก.พ. 2561
นมิดา อธิศพงษ์ นักวิเคราะห์ บล. ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คงคำแนะนำซื้อที่ราคาพื้นฐาน 50 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสด ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 18% คาดว่าปี 2561 นี้ ก็ยังมีแนวโน้มธุรกิจที่สดใส คาดว่ากำไรหลักปี 2561 เพิ่มได้อีก 21% จากปี 2560 สำหรับธุรกิจโรงแรมมีวงจรดีต่อเนื่อง จากภาวการณ์ท่องเที่ยวไทยที่คึกคัก โรงแรมต่างประเทศคือ Tivoli โปรตุเกส บราซิล ฟื้นตัว และโรงแรมที่ปิดปรับปรุงจะกลับมาเปิดให้บริการได้ไตรมาส 2 ปี 2561 ด้านธุรกิจอาหารที่ไทยจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว ส่วนงบดุลก็คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้นจากการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญครั้งที่ 5 (MINT-W5) ช่วยเพิ่มฐานทุนให้ใหญ่







