
กรณ์ เสนอครม.แก้เงินบาทแข็งอังคารหน้า
คลังเตรียมมาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง เสนอ ครม.อังคารหน้า
คลังเตรียมมาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง เสนอ ครม.อังคารหน้า
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวให้สัมภาษณ์ผ่านระบบเสมือนจริงจากรัฐวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการเดินทางมาประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 8-9 ต.ค. 2553 ว่า ก่อนเดินทางมาเข้าร่วมประชุมได้มีโอกาสหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะพยายามที่จะสรุปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารที่ 12 ต.ค. นี้
กรณีค่าเงินบาทแข็งทางกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจที่จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และไม่มีหน้าที่ในการเข้าไปควบคุมการไหลเข้า ออก ของเงิน เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจความรับผิดชอบ เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องไปพิจารณา
หน้าที่กระทรวงการคลัง คือ จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการออกมา ซึ่งจะมีทั้งการให้ความช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ เนื่องจากประกันความเสี่ยงจำนวนน้อยทำให้ต้นทุนการประกันสูงส่งผลกระทบกับสภาพคล่องของบริษัท หรือ สถาบันการเงินไม่รับประกัน ทางคลังก็จะให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) รวมถึงธนาคารออมสิน หามาตราการเข้าไปช่วยดูแลในส่วนนี้
นอกจากนี้ จะมีมาตรการภาษีของกรมสรรพากร และกรมศุลกากร เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใช้โอกาสดีในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร่งปรับตัว ด้วยการลงทุนยกระดับการผลิต หรือเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิมกว่าที่ตั้งใจไว้ เช่น เดิมอาจจะวางแผนไว้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่มาตรการภาษีจะออกมาเพื่อให้ดำเนินการในช่วงนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญในการรับมือกับค่าเงินที่แนวโน้มยังแข็งค่าต่อไป เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
"เอกชนและรัฐบาลต้องช่วยกันคืดว่าจะปรับตัวกับค่าเงินบาทที่ต้องแข็งขึ้นอย่างไร เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันให้ดีขึ้น การจะมานั่งหวังว่าจะให้ใครเสกค่าเงินบาทอ่อนลงไป เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นการกระทำที่สวนทางกับความเป็นจริง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำได้แค่ลดความผันผวนของค่าเงินให้น้อยลงเท่านั้น ไม่มีมาตรการใดลดการแข็งค่าของค่าเงินบาทได้" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า ได้หารือกับทางผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการธนาคารประเทศอื่นในอาเซี่ยน ซึ่งต้องการเห็นธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจร่วมกันบริหารให้ค่าเงินมีความผันผวนน้อยที่สุด เพื่อให้โอกาสทุกประเทศบริหารความผันผวนได้ดีที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาค่าเงินของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา มีความผันผวนมากเกินไป ทำให้ประเทศอื่นๆ ปรับตัวได้ยาก
เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 25 ปีก่อน ที่มีข้อตกลงให้ญี่ปุ่นบริหารค่าเงินเยน แข็งค่าอย่างเป็นระบบ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน รวมถึงค่าเงินหยวนของจีน หากปล่อยให้มีการเปลี่ยนแปลง 20-30% ภายในชั่วข้ามคืน ประเทศอื่นๆ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน
"มูลค่าการหมุนเวียนในตลาดเงินของโลกสูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ไม่มีธนาคารกลางของประเทศใด ประเทศหนึ่ง เข้าไปกำหนดได้ แม้แต่ญี่ป่นยังทำอะไรไม่ได้ แต่บริหารค่าเงินให้มีความชัดเจนในชั้นตอนการเปลี่ยนแปลงได้"นายกรณ์ กล่าว
กรณี ที่ค่าเงินบาทแข็ง จะมีผลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธปท.หรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางธปท.ต้องไปพิจารณา และไม่ขอออกความเห็น แต่เดือนที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อลดลง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินบาท และคิดว่าค่าเงินบาท จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ธปท.จะนำไปประกอบการพิจารณาในการประชุมเรื่องอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป
นายกรณ์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนจำนวน 5 พันล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความผันผวนของค่าเงินบาท เพราะเห็นว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่เป็นปัญหาธุรกิจ หากเข้าไปช่วยชดเชยกำไรให้ผู้ประกอบการส่งออกได้กำไรเท่าเดิมด้วยการตั้งกองทุน ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการประเภทอื่นที่ได้รับผลกระทบอื่นที่ไม่ใช่ค่าเงิน และการตั้งกองทุนก็ไม้รู้ว่าจะนำเงินจากที่ไหนมาใช้
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกับทบกับการดำเนินธุรกิจผู้ส่งออก แต่ในภาพรวมผู้ประกอบการส่งออกก็ยังมีกำไรอยู่ ขณะที่ผลกระทบภาพรวมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็มีบ้างแล้ว ซึ่งทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ ธปท. กำลังประเมินผลที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น หากแก้ปัญหาได้ถูกทาง จะส่งผลในเชิงบวกต่อประเทศ เพราะค่าเงินบาทแข็งจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเกิดความสมดุล กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้ยังสามารถขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี
นายกรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีนโยบายลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งคำตอบที่ได้ในขณะนี้คือ จะเกิดขึ้นแน่นอน จากการที่ค่าเงินบาทแข็ง ที่สาเหตุหลักมาจากการส่งออกได้จำนวนมาก ทำให้กำลังซื้อของประชาชนในประเทศสูงขึ้น ผู้ประกอบการมีกำไรสูงขึ้น ก็จะนำมาซึ่งการลงทุนในระยะยาวสูงขึ้น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกไปที่กลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกในแต่ละปี
ปัจจุบัน ภาพเริ่มเปลี่ยนไป ประเทศไทยได้ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซี่ยนมากขึ้น ซึ่งในกลุ่มนี้ไทยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะอัตราแลกเปลี่ยน หรือ ค่าเงิน มีความเคลื่อนไหวที่เท่าเทียมกัน ซึ่งยอมรับว่ามีบ้าง แต่ไม่มากเหมือนในอดีต
นายกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมก็แสดงความเป็นห่วงเรื่องปัญหาค่าเงิน เพราะทุกประเทศได้รับผลกระทบ ซึ่งในส่วนของประเทศในอาเซียน ผ่านทางผู้ว่าการธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ก็ได้หารือปัญหาเรื่องค่าเงินร่วมกัน เพื่อหาจุดยืนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ร่วมถึงส่งสัญญาณให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หารือร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาค่าเงิน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในการประชุมจี 20 ในเดือน พ.ย.นี้







