
จับตาปัจจัยลบ ค่าบาท-ค่าแรง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,241 คน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ม.ค. 2561 เท่ากับ 67 เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 2560 อยู่ที่ 66.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน 74.9 จาก 74 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตจาก 98 จาก97.5
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,241 คน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ม.ค. 2561 เท่ากับ 67 เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 2560 อยู่ที่ 66.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน 74.9 จาก 74 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตจาก 98 จาก97.5
"ดัชนีความเชื่อมั่นยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ต้องรอประเมินผลการสำรวจเดือน ก.พ.-มี.ค.ด้วย โดยศูนย์ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ที่จะขยายตัว 4.2-4.5% ภายใต้การส่งออกโต 5% นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวไทย 37 ล้านคน การเบิกจ่ายงบกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่และเงินหมุนเวียนจากการขึ้นค่าแรงงานอีก 2,000 ล้านบาท ที่จะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในปีนี้ได้" ธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูสัญญาณเชิงลบที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.พ.และ มี.ค.อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ค่าเงินบาทหลุดกรอบ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้คนเริ่มกังวลรายได้ในอนาคตที่เป็นผลจากภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบ รวมทั้งการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำที่จะส่งผลต่อค่าครองชีพให้สูงขึ้น และผล กระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอี โดยรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีและดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ารวดเร็วเกินไป เพราะภาพสัญญาณขณะนี้คือเศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้น แต่เอสเอ็มอีและรากหญ้ากลับหารายได้ยากขึ้น เป็นจุดที่รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไข
"สถานการณ์ค่าเงินบาทยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าค่าเงินบาทน่าจะเริ่มทรงตัวจากการที่สหรัฐไม่ต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ามากไปกว่านี้ และอาจมีการใช้มาตรการเชิงนโยบายดอกเบี้ยออกมา รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณจะเข้าไปดูแลกับการเก็งกำไรค่าเงิน น่าจะทำให้เงินบาทของไทยทั้งปี อยู่ในกรอบ 31-32 บาท/ดอลลาร์ได้ แต่อาจจะมีระยะสั้นที่เงินบาทหลุด 31 บาท/ดอลลาร์ แต่ก็ยังทำให้การส่งออกไทยปี 2561 ขยายตัวได้ระดับ 5%" ธวรรธน์ กล่าว
สำหรับมาตรการดูแลเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำนั้น ต้องรอดูว่ามาตรการที่รัฐเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า จะช่วยบรรเทาผลกระทบเอสเอ็มอีได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าจากการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-22 บาท/วัน ที่จะมีผลทำให้กลุ่มแรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท ที่จะหมุนเวียนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจไทยน่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าให้ เอสเอ็มอีทดแทนต้นทุนกับค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นได้
ขณะที่ปัจจัยลบทางการเมือง โดยเฉพาะการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเดือน ก.พ. 2562 จากแผนกำหนดเดิมจะเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 มีผลทางจิตวิทยาของผู้บริโภค โดยทำให้ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองในเดือน ม.ค. ปรับตัวลดต่อเนื่องเดือนที่ 2 แต่เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น เพราะปัจจัยบวกที่มีผลต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยังมีข่าวดีหลายด้านอยู่







