
ราชสกุล ในพระบรมราชจักรีวงศ์ (50)
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถามความข้อนี้แก่ที่ประชุม ก็อนุมัติเห็นสมควรพร้อมกัน
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถามความข้อนี้แก่ที่ประชุม ก็อนุมัติเห็นสมควรพร้อมกัน เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงว่าส่วนตัวท่านเองนั้นจะรับสนองพระเดชพระคุณโดยเต็มสติปัญญา แต่ในเรื่องการพระราชพิธีต่างๆ ท่านไม่สู้เข้าใจขอให้เจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ช่วยในส่วนการพระราชนิเวศน์ด้วยอีกพระองค์หนึ่ง ที่ประชุมก็อนุมัติเห็นชอบด้วย
ในที่สุดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กล่าวในที่ประชุมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ ทรงพระสติปัญญารอบรู้ราชการแผ่นดิน ด้วยได้เคยทำราชการในตำแหน่งกรมวังมาช้านานถึง 2 แผ่นดิน ขอให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์สำเร็จราชการพระคลังมหาสมบัติ และพระคลังต่างๆ และสำเร็จราชการในสถานราชกิจเป็นผู้อุปถัมภ์ในส่วนพระองค์พระเจ้าแผ่นดินด้วยที่ประชุมก็เห็นชอบพร้อมกัน เป็นอันว่าที่ประชุมพระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันสมมติสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ในเวลาต่อมาให้เป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนักและว่าพระคลังทั้งปวง
การที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในกาลต่อมาได้รับราชการสมมติขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านจึงขอให้สมมติสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนักอีกพระองค์หนึ่งนั้น ก็คงเป็นโดยประสงค์จะมิให้คนทั้งหลายหมายมุ่งเอาตัวท่านคนเดียวเป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยคนทั้งปวงคิดหวาดระแวงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ท่านจะแย่งราชสมบัติตามอย่างที่เคยมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะมีหลายท่านที่เชื่อในสุภาษิตว่า ประวัติศาสตร์ย่อมอุบัติซ้ำครั้นเสร็จการประชุมแล้ว รุ่งขึ้นเวลาเช้าจะได้สรงน้ำเครื่องพระบรมศพ พระราชวงศานุวงศ์ และ ฯพณฯ หัวเจ้าท่านสมุหกลาโหม จึงให้พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ไปเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ หมู่องครักษ์แห่ห้อมมาเสด็จดำเนินยังไม่ได้ก็ให้ทรงพระเสลี่ยงเก้าอี้หามเข้าไปจนถึงข้างใน ทรงสรงพระบรมศพเสร็จแล้วไม่สบายพระองค์แล้วมอบการให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ เป็นธุระในการพระบรมศพ แล้วประทานพระมหาพิชัยมงกุฎ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์สวมพระบรมศพแทนสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์จัดแจงกะการพระบรมศพเสร็จแล้ว เชิญเข้าไปประดิษฐานในพระโกศทองคำจำหลักลายกุดั่นประดับพลอย แล้วตั้งกระบวนแห่ไปออกประตูสนามราชกิจประดิษฐานในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตามเยี่ยงอย่างราชประเพณีพระบรมศพพระมหากษัตริย์
โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ในกาลต่อมาได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนัก และว่าการพระคลังทั้งปวงเพิ่มพระภาระขึ้นอีกเมื่อสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเริ่มต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ระเบียบแบบแผนในราชสำนักยุวกษัตริย์ คือเมื่อเริ่มต้นรัชกาลต้องมีผู้สำเร็จราชการนั้นจำเป็นต้องแก้ไขวิธีบังคับบัญชาราชการบ้านเมือง เพราะพระเจ้าแผ่นดินยังทรงพระเยาว์ การอย่างนี้ไม่มีตำรับตำรามาแต่ก่อน จึงได้คิดวางระเบียบกันขึ้นเมื่อเริ่มรัชกาลที่ 5 ระเบียบราชการครั้งนั้น จัดวางให้มีหัวหน้าบัญชาการคล้ายกันเป็น 3 แผนก คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมีอำนาจเหนือแผนกอื่นทั่วไป สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ในกาลต่อมาเป็นผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนัก
แต่การในพระราชสำนัก ย่อมกำหนดเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหน้าบังคับบัญชาว่ากล่าวส่วนผู้ชายฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายในบังคับบัญชาว่ากล่าวส่วนผู้หญิงฝ่ายหนึ่ง ในรัชกาลที่ 5 นั้นสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ซึ่งดำรงยศอย่างเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงได้ทรงบัญชาการตำแหน่งฝ่ายในอีกพระองค์หนึ่ง ท่านทั้ง 3 คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ และสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร นี้จึงได้คิดอ่านจัดการในพระราชสำนัก ส่วนราชการแผ่นดินนั้นมีสภาเสนาบดีเจ้ากระทรวงต่างๆ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ในราชการแผ่นดินมาประทับเป็นที่ปรึกษาด้วย อีกพระองค์หนึ่ง แต่กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงพระประชวรโรคอัมพาตทุพพลภาพมาแต่ในรัชกาลที่ 4 เป็นแต่พอเสด็จเข้าวังได้เสด็จอยู่ไม่ช้าก็สิ้นพระชนม์ในปี 2413
การจัดระเบียบราชการในพระราชสำนักนี้ สำเร็จเรียบร้อยดีก็ด้วยอาศัยพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นองค์สำคัญ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 ในตอนนี้ว่า
“ระเบียบการที่จัดในสมัยนั้นพิเคราะห์ดูตามความรู้เห็น (ของผู้แต่งหนังสือนี้เมื่อยังเด็กแต่พอจำความได้บ้าง) ประกอบกับที่ได้ไต่ถามท่านผู้อื่นซึ่งท่านมีตำแหน่งในราชการ และตรวจดูจดหมายเหตุต่างๆ ที่ปรากฏเห็นว่าน่าสรรเสริญความเจตนาของท่านผู้ใหญ่ที่
คิดจัดเอาด้วยความข้อสำคัญทั้ง 2 อย่าง คือที่จะให้ราชการบ้านเมืองดำเนินไปโดยเรียบร้อย เป็นปกติอย่างหนึ่ง กับที่จะฝึกหัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสามารถว่าราชการแผ่นดินได้เองอย่างหนึ่ง เป็นวัตถุประสงค์ที่เสมอกัน วางรูประเบียบการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทำพระราชกิจ ของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนๆ หมดทุกอย่าง เว้นเสียแต่ที่จะต้องทรงพระราชดำริรัฐาภิบาลโนบาย และบังคับสั่งราชการเป็นอย่างเด็ดขาด 2 อย่างนี้อยู่ในผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคิดเห็นอย่างใด หรือสั่งบังคับประการใดแล้ว ก็นำความขึ้นกราบทูลชี้แจงให้ทรงทราบเสมอเป็นนิจ ผิดกับลักษณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ซึ่งเรียกว่า “รีเยนต์” ตามประเพณีในยุโรป จึงเห็นว่าน่าสรรเสริญด้วยในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญพระชันษาถึง 16 ปี พอทรงทราบผิดและชอบ มิได้ทรงพระเยาว์อย่างเป็นเด็ก ทั้งเวลาที่จะต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็เพียง 5 ปี ระเบียนราชการที่จัดเมื่อเริ่มตั้งรัชกาลที่ 5 มีหลายอย่าง...”
นอกจากนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชานุกิจในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ได้มีการจัดระเบียบ เพื่อความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ตอนเริ่มต้นรัชกาลมีปรากฏในพระประวัติเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า
“ในระหว่างเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในพระฉาก ก่อนราชาภิเษกนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ผู้สำเร็จราชการราชสำนักปรึกษากันว่าพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระเจริญเป็นหนุ่มแล้วอาจจะทรงบำเพ็ญพระราชกิจอย่างอื่นได้โดยมากเว้นแต่ที่จะว่าราชการแผ่นดินอย่างเดียว ซึ่งยังต้องมีผู้อื่นทำแทน เพราะฉะนั้นเมื่อราชาภิเษกแล้วควรจะให้ทรงบำเพ็ญพระราชกิจอย่างอื่นๆ เหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนให้ทรงทราบกิจการในหน้าที่พระเจ้าแผ่นดินยิ่งขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระชันษาถึงเวลาทรงว่าราชการแผ่นดินเอง ก็จะได้ชำนิชำนาญราชการหมดทุกอย่าง แล้วปรึกษากันต่อไปว่าจะควรเอา “ทรงราชานุกิจ” (คือระเบียบเวลาทรงทำการต่างๆ) อย่างพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ไหนตั้งเป็นแบบ เห็นกันว่าพระราชานุกิจครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาไม่แน่นอนเพราะพระองค์ทรงมีพระราชธุระมาก ควรจะเอาพระราชานุกิจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นแบบแต่จะต้องเสด็จมาประทับ ที่พระมหามณเฑียรเหมือนอย่างครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจะเป็นการสะดวก กราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเพราะไม่อยากอยู่ร่วมพระราชมณเฑียรของสมเด็จพระบรมชนกนาถและทรงเจตนาจะถวายพระอภิเนาว์นิเวศน์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิอยู่แล้วก็ทรงบัญชาตาม แต่ผู้ที่จัดพระราชานุกิจครั้งนั้นเข้าใจผิดกัน ทางฝ่ายหน้าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนบำราบปรปักษ์ ให้เปลี่ยนพระราชานุกิจอย่างรัชกาลที่ 4 แต่ที่ขัดกับสมัยอย่างใดที่ไม่ขัดให้คงไว้ทุกอย่าง แต่สมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ซึ่งสำเร็จราชการฝ่ายใน เข้าพระทัยว่า จะเพิกถอนพระราชานุกิจอย่างรัชกาลที่ 4 เอาแบบอย่างครั้งรัชกาลที่ 3 ใช้แทนทั้งหมด จึงให้เจ้าจอมมารดาและท้าวนางซึ่งเคยเป็นนางในครั้งรัชกาลที่ 3 มาเป็นผู้ดูแลจัดการราชสำนักข้างฝ่ายในก็เกิดความลำบากต่างๆ ตั้งแต่เสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”







