posttoday
บทบาทของอุดมศึกษา ในสังคมไทยยุคใหม่

บทบาทของอุดมศึกษา ในสังคมไทยยุคใหม่

04 กุมภาพันธ์ 2561

โดย เดชรัต สุขกำเนิด & อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ มีการกล่าวถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาที่จะต้องเปลี่ยนไปบ่อยครั้งขึ้น ในด้านหนึ่ง ก็มีความเห็นว่า ควรมีปรับลดงบอุดมศึกษาลง โดยเฉพาะในส่วนของสายสังคมศาสตร์ ที่มักจะถูกระบุว่า ไม่ตรงตามต้องการของตลาดแรงงาน ในอีกด้านหนึ่ง ก็เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาปรับตัวการจัดสรรงบประมาณของสถาบันอุดมศึกษา

โดย เดชรัต สุขกำเนิด & อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อไม่นานมานี้ มีการกล่าวถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาที่จะต้องเปลี่ยนไปบ่อยครั้งขึ้น ในด้านหนึ่ง ก็มีความเห็นว่า ควรมีปรับลดงบอุดมศึกษาลง โดยเฉพาะในส่วนของสายสังคมศาสตร์ ที่มักจะถูกระบุว่า ไม่ตรงตามต้องการของตลาดแรงงาน ในอีกด้านหนึ่ง ก็เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาปรับตัวการจัดสรรงบประมาณของสถาบันอุดมศึกษา

แม้ว่าแนวคิดให้ตัดงบสายสังคมศาสตร์ ด้วยข้อหาว่าไม่เป็นที่ต้องการจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การพิจารณาเรื่องการปรับลดงบอุดมศึกษาไม่ควรพิจารณาเฉพาะสัญญาณที่ได้รับจากตลาดแรงงานเท่านั้น เราควรพิจารณาประเด็นอื่นๆ ประกอบกันด้วย

ประการแรก สัญญาณจากตลาดแรงงานเป็นสัญญาณที่มาจากอุปสงค์ (Demand) หมายถึงความต้องการที่มีกำลังซื้อ พูดง่ายๆ คือ พร้อมจ่าย เพราะมีเงินหรือสามารถทำกำไรได้ชัดเจน

แต่ในความเป็นจริงในสังคม เรายังมีความจำเป็นอีกหลายลักษณะที่ไม่มีกำลังซื้อ หรือไม่มีรูปแบบการซื้อหาจากตลาดโดยตรง (เช่น การดูแลผู้สูงอายุจำนวนมาก การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่มีความแตกต่างในการเรียน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ในกรณีเช่นนี้ตลาดแรงงานจะไม่ใช่ตัวแทนที่ดีในการบอกความต้องการ/ความจำเป็นที่แท้จริงของสังคม

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องบอกถึงความต้องการ/ความจำเป็นที่ยังไม่บรรลุของสังคม (Unmet Needs) เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาอาจารย์และกระบวนการเรียนการสอนเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว

ประการที่สอง อนาคตของการศึกษาและการมีงานทำจะไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นมากกว่าการ เตรียมคนที่อยู่กับสาขาวิชาวิชาหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการเตรียมพัฒนาอาจารย์ จึงต้องให้ความสำคัญกับการมีอาจารย์ที่พร้อมจะพัฒนาทักษะสำหรับผู้เรียนในทุกสาขา ไม่ใช่มองเพียงสาขาวิชา/อาชีพเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น การเรียนภาษาต่างประเทศ แม้ว่าตลาดแรงงานอาจจะยังไม่ต้องการผู้ที่จบภาษาใดภาษาหนึ่งเพิ่มมากขึ้น (อย่างที่นายกฯ ยกตัวอย่าง ภาษาจีน ไว้) แต่ตลาดแรงงานในอนาคตจะต้องการผู้ที่รู้ภาษาต่างประเทศ (ไม่ว่าจะจบการศึกษาในสาขาใด) เพิ่มมากขึ้น เราจึงไม่อาจตัดงบประมาณในการพัฒนาอาจารย์ด้านภาษาต่างประเทศได้ เพราะแม้จำนวนของบัณฑิตที่จบจากสาขานั้นจะไม่เพิ่มขึ้น แต่จำนวนบัณฑิต (ในสาขาอื่นๆ) ที่ต้องรู้และใช้ภาษา (หรือทักษะ) นั้นจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

เช่นเดียวกับสาขาที่เกี่ยวข้องทางสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนิติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา การดูแลทางสังคม อาชีพเหล่านี้อาจจะไม่ได้มีจำนวนบัณฑิตเพิ่มขึ้นแต่เราควรจะมีบัณฑิตที่รู้และมีทักษะในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแปลว่า เราก็จำเป็นที่จะต้องมีอาจารย์ ที่มีคุณภาพดีขึ้นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ยิ่งกว่านั้น เมื่อการประกอบการจริงในปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานสาขาอาชีพอย่างเดียวเหมือนเดิม แต่ตั้งอยู่บนฐานการประกอบการ/ชีวิตของคนแต่ละคนมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นสาขาอาชีพในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยแบบเดิมๆ จึงน่าจะมีความสำคัญน้อยลง (แต่มิได้หมดไป)

มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการเพิ่มแทร็กการเรียนรู้ในการประกอบการ/ชีวิตของคนแต่ละคนมากขึ้น นอกเหนือไปจากการเรียนรู้ในสายอาชีพที่แต่ละคณะ/สาขาวิชา/ที่เราคุ้นเคยอยู่เดิม

คำว่า แทร็กการประกอบการชีวิต หมายความเป็น "แทร็ก" หรือช่องทางการเรียนรู้/สำเร็จการศึกษาอีกช่องทางหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องไปสังกัดกับคณะ/สาขาวิชาใดแบบตายตัวเหมือนเดิม แต่จะตั้งอยู่บน 4 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ

หนึ่ง ทักษะ (หรือ Skill) ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตและการประกอบการของนักศึกษาคนนั้น โดยผู้เรียนสามารถเลือกที่จะเรียนในทักษะต่างๆ จำนวนหนึ่งเช่น 10 ทักษะ (เช่น กราฟฟิก โปรแกรมเมอร์ บาริสต้า Data Analytics บัญชี ทำอาหาร ทำผม ออกแบบ ฯลฯ) ซึ่งการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในคณะใดคณะหนึ่ง หรือแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งอีกต่อไป

สอง การประกอบการชีวิต ซึ่งจัดเป็นโครงงานที่สำคัญที่สุดในการวัดผลในระดับมหาวิทยาลัย โดยผู้เรียนจะต้องดำเนินการประกอบการชีวิตนั้นอย่างจริงจังจนสัมฤทธิผลและสามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องได้ทันทีหลังจากจบการศึกษา และสามารถสรุปเป็นบทเรียนสำหรับผู้อื่นได้ (รูปแบบการสรุปอาจมีได้หลายวิธีเช่นกัน)

สาม วิชาพื้นฐาน ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักและไม่ใช่วิชาที่ให้เรียนรู้แบบทั่วไป แต่เป็นวิชาพื้นฐานที่จำเป็นและตรงแปลงมาเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการประกอบการชีวิตในข้อข้างต้น

เช่น หากเรียนวิชาพื้นฐานทางสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาก็อาจได้เกณฑ์พื้นฐานในการประกอบการที่จะไม่เพิ่มคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือเกณฑ์พื้นฐานที่จะเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สอดคล้องกับการประกอบการนั้น หรือหากเรียนวิชาพื้นฐานเศรษฐศาสตร์สุดท้ายต้องได้เกณฑ์ชี้วัดเศรษฐกิจศาสตร์ว่า การตกลง การตกลงในการประกอบการตามองค์ประกอบที่สองนั้นจะเป็นไปอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

สี่ การแบ่งปัน ก่อนสำเร็จการศึกษาผู้เรียนต้องแสดงความสามารถในการแบ่งปันความรู้ประสบการณ์บทเรียนจากการประกอบการของตนหรือจากทักษะของตนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างน้อย 2 รูปแบบ เช่น การจัดฝึกอบรม การจัดนำเที่ยว การทำเพจหรือกลุ่มในโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

ทั้งนี้ การจัดการแบ่งปันบทเรียน/ทักษะ/ความรู้ในองค์ประกอบที่สี่นี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญ สำหรับการเรียนรู้ในองค์ประกอบที่หนึ่ง (ทักษะ) ของผู้เรียนรุ่นใหม่ในรุ่นต่อๆ ไป เมื่อถึงจุดนี้ การเรียนรู้ของคนรุ่นหนึ่งจะถูกส่งต่อไปยังคงรุ่นหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ (มากขึ้น) ตามการเลือกและการออกแบบของผู้ให้และผู้รับ

การเน้นการประกอบการชีวิต จะช่วยยกระดับบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยจากการเตรียมคนเพื่อให้องค์กรจ้างงาน (แล้วค่อยไปสร้างงานอีกต่อหนึ่ง) มาสู่บทบาทในการช่วยให้เกิดการ "สร้างงาน" ของผู้เรียนโดยตรง ซึ่งการปรับบทบาทดังกล่าว จะทำให้มหาวิทยาลัยได้องค์ความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้ดีกว่าบทบาทเดิม n

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่