
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (41)
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศอยู่เพียง 9 เดือน
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศอยู่เพียง 9 เดือนเท่านั้น ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี 2395 พระองค์มีพระราชโอรส 1 พระองค์ เรียกกันโดยทั่วไปว่า สมเด็จเจ้าฟ้าโสมนัส ตามพระนามของพระมารดาคือโสมนัสวัฒนาวดี ซึ่งสิ้นพระชนม์ในวันประสูติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 2395
หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เจ้าจอมมารดางิ้วผู้เป็นมารดาได้ลาออกจากพระบรมมหาราชวังไปพำนักอยู่กับพระยาราชภักดีศรีรัตนสมบัติบวรพิริยพาหะ (ทองคำ สุวรรณทัต) ผู้เป็นพี่ชาย อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ทรงมีศักดิ์เป็นญาติกับเจ้าจอมมารดาเขียน ศิริวรรณ พระมารดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการให้ออกพระนามาภิไธยของพระองค์ว่า "สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี" ตามที่ทรงเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 4 หากแต่มิได้เป็นพระราชชนนีในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มา
ภายหลังเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานแก่ เซอร์ จอห์น เบาริ่ง ราชทูตอังกฤษในครั้งกระนั้นมีความดังต่อไปนี้
พระขัตติยานารีพระองค์นี้ มีพระประสูติวาระในวันอาทิตย์ สุรทิน ที่ 21 เดือนธันวาคม ปีมะเมีย พุทธศก 2377 (เดือนอ้าย แรม 6 ค่ำ) เป็นพระธิดาองค์นี้ของ พระเจ้าพระบรมวงศ์เธอ (ชั้น 3) พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ซึ่งสิ้นพระชนม์ล่วงลับไปเสียแล้ว แต่ในต้นเดือนมิถุนายน ปีมะแม พุทธศก 2378 เมื่อพระบุตรีพึ่งมีพระชนมายุได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น
ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหาเมตตากรุญภาพ ในพระราชนัดดากำพร้าพระองค์นั้นยิ่งนัก โปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จเข้ามาจากวังพระบิดาและอุปถัมภ์ บำรุงเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง อย่างพระราชธิดาของพระองค์เอง ทรงเจริญพระชนมายุเกษมสวัสดีมาโดยพระอาทรทะนุถนอม ของพระเจ้าฟ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 3) กรมขุนอัปศรสุดาเทพ (พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ) ซึ่งมาสิ้นพระชนม์ลงเสียแต่ในปีมะเส็ง พุทธศก 2388 เมื่อพระภาติกายังทรงพระเยาว์ พึ่งมีพระชันษาได้ 12 พรรษาเท่านั้น
เมื่อสิ้นพระเจ้าฟ้าเสียแล้วเช่นนี้ สมเด็จพระอัยยกาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งทวีพระเมตตา กรุณาหนักขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศให้หม่อมเจ้าหญิงพระราชนัดดาองค์นี้ เป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งสิ้นของพระบิดาและพระเจ้าป้าแต่องค์เดียว ทั้งทรงสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเสมอ พระราชธิดาเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
เมื่อถึงกำหนดโสกันต์ ในปีมะเมีย พุทธศก 2389 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีโสกันต์แห่ใหญ่ อย่างพระยศเจ้าฟ้า ทั้งทรงพระสิเนหา ยกย่องเฉลิมพระเกียรติศักดิ์ นานัปการให้ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น
ครั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกสืบพระบรมราชจักรีวงศ์สนององค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเจ้า สกลราชมนตรี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี มนตรีมุขเห็นพร้อมกันว่า ถึงบัดนั้น พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี หามีที่พึ่งพาปกครองอุปถัมภ์บำรุงเหมือนพระอัยกาธิราชเจ้า ซึ่งเสด็จสวรรคตเสียแล้วนั้นไม่ ก็พากันสงสาร ทรงเห็นเป็นสหฉันท์ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพึ่งลาพระผนวชจากภิกษุภาวะ ซึ่งทรงบำเพ็ญพระเนกขัมยกรณีมาตั้ง 27 พรรษา ยังหามีพระอัครมเหสีสมเกียรติยศ ตามพระราชประเพณี (อันเป็นพระขัตติยานารี ซึ่งจะได้มีพระราชโอรสสมสืบสันตติวงศ์) ไม่ จึงพร้อมใจกันใคร่ให้ได้มีความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งราชาภิเษกใหม่ และพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี โดยราชาภิเษกสมรสเฉลิมพระเกียรติยศพระองค์เจ้าหญิงพระองค์นี้ขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี จึงได้ตั้งการมงคลราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรส เมื่อ ณ วันอาทิตย์ สุรทิน ที่ 2 เดือนมกราคม ปีกุน พุทธศก 2394 ขณะนั้น พระชนมายุพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ 48 พรรษา พระอัครมเหสี 18 พรรษา ปรากฏพระนามภิไธยสืบต่อมาว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสี
ตั้งแต่ราชาภิเษกสมรส ดำรงพระอิสริยยศเป็นพระอัครมเหสี ร่วมพระราชหฤทัยพระราชสวามีมาโดยสนิทสนมกลมเกลียว ทั้งในส่วนพระองค์และทางราชการแผ่นดิน เป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ ราษฎรสยามทั่วพระราชอาณาจักร ทั้งได้ทรงรับความเคารพนับถือ และเครื่องบรรณาการ จากหัวเมือง ประเทศราชใหญ่น้อยทุกสารทิศและได้รับความเป็นมิตรภาพ และบรรณาการจากข้าราชการ และท่านผู้มีศักดิ์ ทั้งนี้ชาวต่างประเทศในนานาประเทศ บรรดาแต่ก่อนเคยผูกมิตรสันถวะต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงมีอักษรติดต่อถึงกัน เพราะฉะนั้น พระนางย่อมเสวยสุขสำเริงพระราชหฤทัยมาตลอดเวลา 6 เดือน ซึ่งทรงพระครรภ์ตามปรกติภาพ







