
ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวน หุ้นเทคร่วง ราคาน้ำมันลดรับคืบเจรจาอิหร่าน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดผสมผสาน หลังหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ร่วงแรงขณะที่ความคืบหน้าการเจรจาอิหร่านกดราคาน้ำมันดิ่งกว่า 3% ราคาทองคำฟื้นตัวจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ตลาดการเงินสหรัฐปิดการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ (23 มิ.ย.) ด้วยทิศทางที่แตกต่างกัน โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงจากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่ดัชนี Dow Jones ยังสามารถปิดในแดนบวกได้จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มสาธารณสุขและอุตสาหกรรม ท่ามกลางการติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างใกล้ชิด
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับตัวเพิ่มขึ้น 148.01 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 51,712.71 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 27.79 จุด หรือ 0.37% ปิดที่ 7,472.79 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 351.33 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 26,166.60 จุด
แรงกดดันสำคัญต่อตลาดมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Mega Cap Technology ซึ่งเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดย Alphabet บริษัทแม่ของ Google ร่วงลง 5% ส่วน Meta Platforms, Amazon และ Microsoft ปรับตัวลดลงระหว่าง 2.3-4.7%
นอกจากนี้ หุ้น SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ดิ่งลงถึง 16.4% ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แม้ว่าราคาหุ้นยังคงสูงกว่าราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยบริษัทได้เปิดตัวการเสนอขายตราสารหนี้เป็นครั้งแรก และเปิดเผยว่ามีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดมูลค่าประมาณ 100,800 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา
แม้ว่ากระแสความเชื่อมั่นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์เริ่มมองว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามต่อการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ หรือ Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต
นักลงทุนยังจับตาการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของ Micron Technology ในวันพุธนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับอุตสาหกรรม AI โดยราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นเกือบ 300% นับตั้งแต่ต้นปี
ในภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐ มี 7 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 ที่สามารถปิดในแดนบวกได้ โดยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และพลังงานปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด ขณะที่กลุ่มบริการสื่อสาร (Communication Services) ปรับตัวลดลง 3.8% มากที่สุด
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงมากกว่า 3% หลังความกังวลเกี่ยวกับอุปทานคลี่คลายลง ภายหลังนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านมีความคืบหน้า และช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้มีการเดินเรือตามปกติ
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดลดลง 2.67 ดอลลาร์ หรือ 3.31% อยู่ที่ 77.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ในช่วงต้นการซื้อขายจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 82.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความวิตกหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจกลับมาเปิดฉากสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง และหลังจากเตหะรานประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มเติม
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐ ซึ่งครบกำหนดส่งมอบในวันจันทร์ ปิดที่ 74.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.78 ดอลลาร์ หรือ 2.32% ส่วนสัญญาส่งมอบเดือนสิงหาคม ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายมากกว่า ปิดลดลง 1.99 ดอลลาร์ สู่ระดับ 73.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนตลาดทองคำกลับฟื้นตัวได้ หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยแรงหนุนมาจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงและความคาดหวังว่าความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
ราคาทองสปอตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับ 4,182.39 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐส่งมอบเดือนสิงหาคม ปิดลดลง 1% ที่ระดับ 4,202.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์







