
‘กรุงเทพ’อัดสินเชื่อ ดันเอสเอ็มอีปรับตัว
ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันลูกค้าเอสเอ็มอีหันมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ดันสินเชื่อเพิ่ม
ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันลูกค้าเอสเอ็มอีหันมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ดันสินเชื่อเพิ่ม
นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รอง ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ยอดสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รายใหญ่ ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเติบโตทั้งจากการปล่อยเพิ่มลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ส่วนใหญ่ใช้สินเชื่อเพื่อลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้พร้อมรองเศรษฐกิจที่จะดีขึ้น
ทั้งนี้ ลูกค้าเอสเอ็มอีรายใหญ่ของธนาคารมีความตื่นตัวในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก โดยมีลูกค้ารายหนึ่งที่เห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และแนวโน้มค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ได้ขอสินเชื่อเพื่อเปลี่ยนไลน์การผลิตนำเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อให้การผลิตเป็นระบบอัตโนมัติลดการใช้แรงงานจาก 20 คน เหลือ 3 คน ที่คอยควบคุมเครื่องจักรเท่านั้น
"ธนาคารสนับสนุนเอสเอ็มอีลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงนี้ เพราะเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแล้วยังช่วยลดต้นทุน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความสูญเสีย (Waste) ได้มาก" นายวีระศักดิ์ กล่าว
ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีลูกค้าเอสเอ็มอีรายใหญ่ประมาณ 1 หมื่นราย มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นบ้าง แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวม
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มลูกค้าธุรกิจทีวีดิจิทัลยังไม่มีรายใดมีปัญหาเพิ่ม ส่วนใหญ่ยังปกติดีมีเพียงบริษัท ไทยทีวี เพียงรายเดียวที่ขอยกเลิกใบอนุญาต 2 ช่อง คือ ไทยทีวี และโลคา โดยอยู่ในกระบวนการของศาลปกครอง หลังจากศาลปกครองสูงสุดคุ้มครองชั่วคราว ต้องรอคำพิพากษาสุดท้ายว่าจะมีผลออกมาเช่นใด
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ธุรกิจทีวีดิจิทัลมีความท้าทายมากขึ้น ทำให้คนไม่ดูโทรทัศน์หน้าจอ แต่เลือกรับชมแบบออนดีมานด์มากขึ้น ซึ่งลูกค้าแต่ละรายรับรู้สถานการณ์ในอุตสาหกรรมดีและพยายามปรับตัว ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดเจ้าของทีวีดิจิทัลจะมีสถานะกลายเป็นเจ้าของคอนเทนต์แทน ส่วนการที่นายทุนเข้ามาในธุรกิจทีวีมากขึ้นนั้นไม่น่าห่วง แต่ห่วงดิสทรัปเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่ทีวีมากกว่า
สำหรับภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัลกำลังเผชิญกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเข้ามากระทบการทำธุรกิจแบบเดิม ขณะที่เม็ดเงินโฆษณายังกลับมาช้าแม้ว่าเศรษฐกิจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งธุรกิจทีวีในขณะนี้จะอยู่รอดได้ต้องมีสายป่าน และเงินทุนเพียงพอที่จะดำรงธุรกิจเพื่อรอเศรษฐกิจฟื้นตัว







