posttoday
กลุ่มอลิอันซ์ฯคาด10ปีกองทุนบำนาญทั่วโลกแตะ 36 ล้านล้านยูโร

กลุ่มอลิอันซ์ฯคาด10ปีกองทุนบำนาญทั่วโลกแตะ 36 ล้านล้านยูโร

27 กันยายน 2553

สินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญทั่วโลกยังโตกระฉูด แม้เผชิญวิกฤติ คาดอีก 10 ปีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านล้านยูโร

สินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญทั่วโลกยังโตกระฉูด แม้เผชิญวิกฤติ คาดอีก 10 ปีจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านล้านยูโร

กลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต เปิดเผยผลสำรวจการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรในรายงานที่ใช้ชื่อว่า Allianz Demographic Pulse โดยระบุว่า แม้โลกจะกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติทางการเงินอยู่ในขณะนี้ แต่มูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญ มีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น 66% ภายใน 10 ปีข้างหน้าหรือในปี พ.ศ. 2563 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7% ต่อปี มูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 22 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 878 ล้านล้านบาท เป็น 36 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็น 1,437 ล้านล้านบาท   

นายเรอเนต ฟิงเค นักวิเคราะห์อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทุนเพื่อการเกษียณ ประจำกลุ่มอลิอันซ์ [Renate Finke, Senior Pension Analyst at Allianz] กล่าวว่า จากผลการสำรวจครั้งล่าสุด ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความมั่งคั่งทางด้านการเงินเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในแถบยุโรป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสหรัฐอเมริกา

มูลค่าสินทรัพย์มีความเหลื่อมล้ำกันมาก

ในปี 2552 สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีมูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่ารวมมากกว่ากึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 22 ล้านล้านยูโร หรือราว 878 ล้านล้านบาท ตามมาด้วยประเทศสหราชอาณาจักรที่มีมูลค่าตลาดรวมคิดเป็น 11.5% ของตลาดรวมทั่วโลก ส่วนประเทศในแถบยุโรปตะวันตกมีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 20% ขณะที่ออสเตรเลียและญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากันอยู่ที่ 3% และในประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก มีส่วนแบ่งตลาดเพียงเล็กน้อย คือ 1.8% และ 0.4% ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่เพิ่งมีการเริ่มต้นวางรากฐานระบบกองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพภายในประเทศ

ประเทศตลาดเกิดใหม่บนเส้นทางแห่งการเติบโต

นายฟิงเค กล่าวว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี พ.ศ. 2563 ตลาดในภูมิภาคนี้คาดว่าจะเติบโตถึง 16.8% ต่อปี มีมูลค่าตลาดรวมแตะ 2.2 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 87.8 ล้านล้านบาท เท่ากับมูลค่าตลาดของประเทศ สหราชอาณาจักรในปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออกที่คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ให้ความสำคัญและได้วางรากฐานในเรื่องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าประเทศในแถบยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออกจะมีอัตราการเติบโตรายปีอยู่ที่ 15.5% ภายในปี พ.ศ.2563

“โดยปกติแล้ว เราจะไม่ได้เห็นอัตราการเติบโตที่สูงมากนักในตลาดที่มีมูลค่าสินทรัพย์จากกองทุนบำนาญมาก เนื่องจากขนาดของตลาดที่ใหญ่มากและมีภาวะที่ตลาดถึงจุดอิ่มตัว แต่กระนั้นก็ดี สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเป็นประเทศที่มีมูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าอัตราเติบโตรวมโดยเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) จะอยู่ที่ 3.6% ก็ตาม ซึ่งแม้จะมีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่ต่ำเช่นนี้ แต่การเพิ่มขึ้นสุทธิของมูลค่าตลาดในช่วงเวลานี้ก็ยังสูงเทียบเท่ากับมูลค่าตลาดรวมของประเทศในแถบยุโรปตะวันตกในปัจจุบัน” นายฟิงเค กล่าว

มูลค่าสินทรัพย์ลดลงอย่างมหาศาลเนื่องจากวิกฤติการณ์การเงิน

วิกฤติการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณของสินทรัพย์เงินบำนาญทั่วโลก ณ สิ้นปี 2551 มูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 20 ล้านล้านยูโร หรือ 798 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 15% จากสิ้นปี 2550 ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 23.2 ล้านล้านยูโร หรือ 925.7 ล้านล้านบาท สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดเงินบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นลดลงถึง 22%

ผลกระทบโดยรวมของวิกฤติการเงินครั้งล่าสุดนี้ ได้ส่งผลต่อสินทรัพย์เงินบำนาญแตกต่างกันไปตามสัดส่วนความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในตราสารทุน และการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นในปี 2552 ช่วยให้มูลค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญฟื้นตัว แต่ยังไม่ถึงระดับเดียวกับในปี 2550

นายฟิงเค เสนอแนะว่า การที่จะชดเชยความสูญเสียเหล่านี้ ภาคครัวเรือนเอกชนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเริ่มต้นเก็บออมเงินให้มากขึ้นเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณ เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศที่มีระบบเงินบำนาญที่เติบโตเต็มที่แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังจะเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่มีการปฏิรูประบบการจ่ายเงินแบบกำหนดผลประโยชน์ขั้นต่ำที่บุคคลพึงได้รับเมื่อเกษียณอายุงาน หรือระบบที่เรียกว่า pay-as-you-go ซึ่งจะนำไปสู่การลดระดับเงินบำนาญที่จะต้องมีการชดเชยด้วยการสะสมเงินทุนเพื่อรักษาสมดุลกับมาตรฐานการครองชีพ

สำหรับประเทศในยุโรปตะวันออกและประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ ซึ่งภาคครัวเรือนได้เริ่มต้นเก็บออมและสร้างความมั่งคั่งเพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญที่เพิ่มขึ้น

ระบบเงินบำนาญที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยระบบกองทุนสวัสดิการที่แข็งแกร่ง

“แม้จะมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากมายในสถานการณ์ และปริมาณสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญทั่วโลก แต่ความท้าทายที่เหมือนกันก็คือ สังคมผู้สูงอายุและหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น บ่งบอกถึงบทบาทที่เข้มข้นขึ้นสำหรับกองทุนเงินบำนาญ และดูเหมือนว่าจะมีฉันทามติเกิดใหม่ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ผลดีที่สุดสำหรับระบบเงินบำนาญทั่วโลก นั่นก็คือการประสานกันระหว่างระบบเงินบำนาญที่ยั่งยืนของภาครัฐกับระบบกองทุนสวัสดิการที่แข็งแกร่งของภาคครัวเรือนเอกชน ทั้งนี้ก็เพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นเอง” นายฟิงเค กล่าว

นายฟิงเค กล่าวว่า จากพื้นฐานเหล่านี้ แนวโน้มระยะยาวจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการได้มาของรายได้ในยามเกษียณของประชาชนในอนาคต ซึ่งผู้เกษียณอายุในอนาคตจำเป็นจะต้องกระจายแหล่งที่มาของรายได้จากการเกษียณอายุ และถือเป็นความท้าทายของแต่ละบุคคลที่จะต้องมีการวางแผนและสร้างรายได้หลังเกษียณจากแหล่งต่างๆ ทั้งนี้ผู้ให้บริการทางการเงินที่สามารถระบุความต้องการของลูกค้ารายใหม่เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว และผู้จัดการกองทุนที่สามารถนำเสนอแนวคิด ให้คำปรึกษาด้านการจัดการและการบริการแบบองค์รวม และมีบริการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มขึ้นในอนาคตของสินทรัพย์ที่เกิดจากกองทุนบำนาญทั่วโลกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่