
หุ้นไทยแจกกำไร8.44%
หุ้นไทย 9 เดือนแจกกำไร 8.44% มาร์เก็ตแคปพุ่ง 1.39 ล้านล้าน บล.ทรีนีตี้ มองหุ้นไทยเดือน ต.ค.แกว่ง 1,620-1,690 จุด
หุ้นไทย 9 เดือนแจกกำไร 8.44% มาร์เก็ตแคปพุ่ง 1.39 ล้านล้าน บล.ทรีนีตี้ มองหุ้นไทยเดือน ต.ค.แกว่ง 1,620-1,690 จุด
ดัชนีหุ้นไทยปิดวันสุดท้ายของงวดไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ระดับ 1,673.16 จุด บวก 6.80 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 57,037.24 ล้านบาท
วันที่ 29 ก.ย. หรือสิ้นไตรมาส 3 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,673.16 จุด เพิ่มขึ้น 130.22 จุด หรือ 8.44% นับจากวันที่ 30 ธ.ค. 2559 ปิดที่ 1,542.94 จุด ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 16.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.39 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 15.07 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมาหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมา 98.42 จุด หรือเพิ่มขึ้น 6.25% ซึ่งอยู่ที่ 1,574.74 จุด ด้านมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นมา 8.5 แสนล้านบาท นับจากสิ้นไตรมาสก่อนอยู่ที่ 15.61 ล้านล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นชัดเจนนับแต่ปลายเดือน ส.ค.เป็นต้นมา จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจดีและการถือครองหุ้นของต่างชาติทั้งทางตรงและผ่านเอ็นวีดีอาร์ยังมีในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่อยู่ในสีดส่วน 36-37% ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 31% ทำให้เห็นว่าต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยไม่มากเมื่อสัญญาณเศรษฐกิจดี อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังดีก็เป็นปัจจัยหนุนให้เห็นเม็ดเงินของต่างชาติและสถาบันกลับเข้ามาลงทุน
"ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีก็ยังเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นน่าจะไปต่อได้และมีโอกาสที่ปีนี้จะเห็นดัชนีที่ 1,700 จุด ได้" นายเทิดศักดิ์ กล่าว
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวถึงแนวโน้วตลาดหุ้นไทยเดือน ต.ค. มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงได้บ้าง หลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากกระแสเม็ดเงินต่างชาติ จะชะลอลง จากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินภูมิภาคเอเชียมีทิศทางที่อ่อนค่าลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ยังไม่ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นตาม
"สัญญาณการแข็งค่าของดอลลาร์เกิดจากความคืบหน้าของมาตรการ ปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรายละเอียดออกมาแล้ว โดยในเดือน ต.ค.นี้จะเริ่มมีการรับฟังความคิดเห็นในสภาล่างของสหรัฐเกี่ยวกับประเด็นปฏิรูปภาษีดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอดูว่าทางสภาคองเกรสจะใช้เวลาในการพิจารณารวดเร็วแค่ไหน" นายณัฐชาต กล่าว
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงไม่มาก เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีประเด็นจาก เม็ดเงิน LTF/RMF ที่คาดว่าเตรียมไหล เข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 4 ซึ่ง ประเมินว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.7 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งใน ตลาดที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินที่โยกย้ายมาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ จากกรณีพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐที่เกิดขึ้น โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่เกิดการ สู้รบขึ้นจริง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้นแนะนำถือเงินสดในระดับสูงกว่าปกติ แต่หากจะต้องลงทุนให้มองกรอบ 1,620-1,690 จุด เน้นกลุ่มส่งออกซึ่งได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าและยังเป็นกลุ่มที่ยังปรับตัว แพ้ตลาดนับตั้งแต่ต้นปี จึงมีความปลอดภัย สามารถถือลงทุนได้ต่อไป อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ธุรกิจการเกษตร นอกจากนั้น นักลงทุนยังอาจโฟกัส การลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจ ในสหรัฐ ซึ่งจะได้ประโยชน์หากสภา สหรัฐผลักดันการลดภาษีนิติบุคคลเป็นผลสำเร็จ แนะนำ "ซื้อ" IVL และ TU







