
ความสามารถแข่งขันของไทย
[email protected]เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 32 ขยับขึ้น 2 อันดับ จากปีก่อนอยู่ที่ 34 มีคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.6 เป็น 4.7 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม รายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 32 ขยับขึ้น 2 อันดับ จากปีก่อนอยู่ที่ 34 มีคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.6 เป็น 4.7 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม หรือ WEF (World Economic Forum) เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากแบบสอบถามกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่และขนาดย่อมในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย WEF ซึ่งนำไปคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก มีตัวชี้วัดทั้งหมด 114 ตัว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ใน 12 ด้าน ที่สะท้อนภาพความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ
ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อสังเกตว่า ด้านที่มีอันดับที่ดีขึ้นและส่งผลบวกต่อดัชนีความสามารถทางการแข่งขันโดยรวม ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.4 เป็น 4.7 โดยเฉพาะในตัวชี้วัดสัดส่วนการเป็นสมาชิกโทรศัพท์เคลื่อนที่/มือถือ (Mobile-cellular Telephone Subscrip tions) นั้น ได้รับอันดับดีขึ้นอย่างมากจากอันดับที่ 55 ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 5 ในปีนี้
สำหรับด้านการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม มีตัวชี้วัดของการเข้าศึกษาในระดับมัธยม จากอันดับที่ 84 ในปีที่แล้ว กระโดดขึ้นเป็นอันดับที่ 8 ในปีนี้ รวมถึงด้านที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศอย่างชัดเจน อย่างทางด้านนวัตกรรม (Innovation) และด้านความพร้อมเทคโนโลยี (Technological Readi ness) ก็ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ด้วย
ขณะที่ประเด็นด้านการเงินและการตลาดที่ประเทศไทยได้รับอันดับในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือการจัดหาเงินทุนผ่านทางตลาดทุนในประเทศ (Financing through Local Equity Market) ความพร้อมของบริการทางการเงิน (Availability of Financial Services) ความแข็งแกร่งของระบบธนาคาร (Soundness of Banks) และความเพียงพอของทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capital Availability) ซึ่งได้รับอันดับที่ 20, 23, 27 และ 27 ตามลำดับ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมทางด้านตลาดการเงินของประเทศในการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยด้านการตลาด (Extent of Marketing) และระดับการมุ่งเน้นตอบสนองลูกค้า (Degree of Customer Orientation) ได้รับอันดับที่ 21 และ 25 ตามลำดับ ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาในแนวคิดด้านการตลาดเช่นเดียวกัน
อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศในกลุ่ม ASEAN+3 ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับไทยเป็นอย่างสูงนั้น ผลปรากฏว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ 6 เมื่อเทียบกับกลุ่ม ASEAN+3 ทั้งหมด โดยเป็นรองประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งได้รับอันดับเดียวกันกับปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นการสะท้อนสถานะทางการแข่งขันที่มั่นคงของไทยในเวที ASEAN+3 ได้เป็นอย่างดี
สำหรับในส่วนที่ยังต้องพัฒนาต่อเนื่องเพื่อยกระดับการจัดอันดับให้ดีขึ้น ได้แก่ การบริหารประเทศ การเมือง กฎหมาย การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การตรวจสอบ และเรื่องของนวัตกรรมที่จะต้องพัฒนาสู่ 4.0 และความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่จะต้องขยายไปสู่ภูมิภาคทั่วประเทศ
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวนำและการเข้าถึงระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่เฉพาะประโยชน์เฉพาะระหว่างบุคคลต่อบุคคล เป็นประโยชน์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ ธุรกิจกับผู้บริโภค ขณะเดียวกันต้องเร่งวางรากฐานด้านกฎหมาย การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้รู้เท่าทันอย่างทั่วถึงอีกด้วย







