
ปัจจัยรุมเร้า น้ำมัน 60 ดอลล์ แค่เอื้อม
นันทิยา วรเพชรายุทธ ยังไม่ทันที่หลายฝ่ายจะตั้งตัวทันราคาน้ำมันโลกก็ทะยานขึ้นไปเกือบแตะระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.ย. หรือทะยานขึ้นไปวันเดียวถึง 3.8% ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ไปแตะ 59.49 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือสูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2015
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ยังไม่ทันที่หลายฝ่ายจะตั้งตัวทันราคาน้ำมันโลกก็ทะยานขึ้นไปเกือบแตะระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.ย. หรือทะยานขึ้นไปวันเดียวถึง 3.8% ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ไปแตะ 59.49 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือสูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2015
เป็นการปรับขึ้นแรงในช่วงเพียง ไม่กี่เดือนมานี้ ทั้งที่สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกในครึ่งปีแรกยังลูกผีลูกคน เนื่องจากดีมานด์ยังไม่แรงพอจะที่จะดูดซับซัพพลายที่ล้นตลาด ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ก็ถูกสบประมาทว่าไร้น้ำยาที่จะผูกขาดควบคุมราคาตามสั่งได้อีกต่อไป เพราะมีผู้เล่นรายใหญ่อย่างอุตสาหกรรมน้ำมันจาก ชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ขึ้นมาเป็นตัวแปรใหม่
ทว่าเพียงแค่เดือน ก.ย.นี้เพียงเดือนเดียว ราคาน้ำมันกลับพุ่งทะยานขึ้นมาแล้วถึง 10% ท่ามกลางการ คาดการณ์ใหม่ของสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ว่า โลกอาจเผชิญภาวะน้ำมัน "ตึงตัว" เร็วกว่าที่คาดภายในช่วง ต้นปี 2018
ปัจจัยเฉพาะหน้าที่ดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ได้แรงหนุนหลักๆ มาจากปัจจัยการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ กับการ ลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชของ "ชาวเคิร์ด" ในอิรัก ซึ่งผลการลงประชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย. พบว่า 90% ของผู้มาใช้สิทธิท่วมท้น ถึง 72% นั้นโหวตเห็นด้วยให้แยกตัวเป็นรัฐอิสระออกมา เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้ชาวเคิร์ดที่อยู่กระจัดกระจายกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก ได้มีประเทศเป็นของตนเองสักที
แม้ปัจจุบัน ชาวเคิร์ดจะมีฐานที่มั่นชัดเจนที่สุดในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก ติดกับพรมแดนตุรกีและอิหร่าน มีการปกครองโดยรัฐบาลท้องถิ่น เคอร์ดิสถาน และเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางอิรักที่ยังวุ่นวายกับการจัดการกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในประเทศ แต่การจะแยกเอกราชนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งและเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งภูมิภาคที่แทบไม่มีใครเห็นด้วย โดยเฉพาะอิหร่านและตุรกี 2 ประเทศที่มีชาวเคิร์ดอยู่มากที่สุดและมากยิ่งกว่าในอิรัก เอกราชของเคิร์ดจึงหมายถึงความเสี่ยงต่อการปะทะกันตามมา และอาจยิ่งทำให้สงครามต่อไอเอสวุ่นวายขึ้นอีก
ผลกระทบที่กระเพื่อมให้ราคาน้ำมันเด้งขึ้นเกือบ 4% ในวันเดียว มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดอาน ของตุรกี ประเทศไม้เบื่อไม้เมาที่สุดกับเคิร์ด ขู่จะปิด ท่อส่งน้ำมันจากอิรัก ที่ต้องลากผ่านประเทศตนเองไปยังท่าเรือเซย์ฮาน ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งมีปริมาณมากถึงราว 5-6 แสนบาร์เรล/วัน
นอกจากเรื่องเคิร์ดแล้ว ราคาน้ำมันขาขึ้นยังได้อีกหลายปัจจัยสนับสนุนไปพร้อมกัน ทั้งข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและนอกโอเปกที่เริ่มเห็นผล บวกกับฤดูพายุ เฮอริเคนในสหรัฐที่กระทบต่อการผลิตและการกลั่นในรัฐชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก โดยทำให้โรงกลั่นในสหรัฐต้องปิดลงชั่วคราวถึงเกือบ 25% ของโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในประเทศ
ฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ ซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่า มีความเสี่ยงที่ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญภาวะตึงตัวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018 เนื่องจากการลงทุนด้านการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันลดลง ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่ม 5 ชาติโอเปกที่ประกอบด้วย ลิเบีย ไนจีเรีย เวเนซุเอลา อิหร่าน และอิรัก ก็อาจใกล้ถึงเพดานสูงสุดที่เพิ่มขึ้นไปไม่ได้อีกแล้ว
หากข้อตกลงลดกำลังการผลิตระหว่างโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกที่จะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2018 ถูกขยายเวลาออกไปอีก ก็จะยิ่งทำให้ตลาดน้ำมันตึงตัวขึ้น ทำให้สมดุลน้ำมันระหว่างดีมานด์-ซัพพลายมาถึงเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้
ขณะเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้นก็ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ได้ปรับประมาณการอุปสงค์น้ำมันทั้งปีนี้ และปีหน้าเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มของปีนี้อีก 1.7% เป็นขยายตัว 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากดีมานด์น้ำมันโลกในไตรมาส 2 ขยายตัวกว่า 2.4% ไปแตะที่ 2.3 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่กลุ่มโอเปกเองก็ปรับขึ้นคาดการณ์ดีมานด์น้ำมันโลกในปี 2560 อีก 5 หมื่นบาร์เรล/วัน เป็นขยายตัว 1.42 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากการบริโภคของประเทศแถบยุโรปและจีนที่สูงกว่าคาด
อิบราฮิม อัล มูฮานนา อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานของซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ราคาน้ำมันโลกอาจปรับตัวขึ้นไปแตะ 60 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ภายใน สิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้า หากโอเปกขยายข้อตกลงลดการผลิตออกไปอีก ซึ่งจะยิ่งปรับสมดุลน้ำมันให้เร็วขึ้นจากในปัจจุบัน ที่มีอุปสงค์น้ำมันเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในปีนี้
อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วในระยะกลางถึงระยะยาว ต้องไม่ลืมตัวแปรอย่างอุตสาหกรรมเชลออยล์ในสหรัฐหลังผ่านพ้นฤดูเฮอริเคนด้วยว่า จะทำให้ทิศทางน้ำมันขาขึ้นต้องสะดุดลงอีกครั้งหรือไม่
รอยเตอร์สรายงานว่า ปัจจุบันสหรัฐกำลังพยายามเพิ่มการส่งออกน้ำมันไปยังเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอุปสงค์น้ำมันเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยพยายามขยายประเภทของน้ำมันและโรงกลั่น ให้รองรับน้ำมันเชลออยล์ มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเอเชียมีการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐเพียง 2.61 บาร์เรล/วัน ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ แม้จะยังถือเป็นปริมาณน้อย แต่ก็เพิ่มขึ้นราว 10 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่
แม้จะมีซัพพลายจากฝั่งสหรัฐ เพิ่มขึ้น ทว่าหากอุปสงค์น้ำมันของโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองรอบใหม่ในตะวันออกกลาง โอกาสที่จะได้เห็นราคาน้ำมันโลกแพงขึ้นแตะ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในช่วงครึ่งปี จากนี้ ก็อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความ คาดหมายอีกต่อไป







