posttoday
‘ส.กิจชัย’ขยายส่งออก

‘ส.กิจชัย’ขยายส่งออก

23 กันยายน 2560

ส.กิจชัยฯ ทุ่ม 2,000 ล้าน ขยายกำลังการผลิตไม้เอ็มดีเอฟเพิ่ม 2.6 แสนลูกบาศก์เมตร รับความต้องการใช้พุ่ง

ส.กิจชัยฯ ทุ่ม 2,000 ล้าน ขยายกำลังการผลิตไม้เอ็มดีเอฟเพิ่ม 2.6 แสนลูกบาศก์เมตร รับความต้องการใช้พุ่ง

นายวิชัย แสงวงศ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ SKN ผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ ซึ่งเป็นแผ่นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติ เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตอีก 2.6 แสนลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.4 แสนลูกบาศก์เมตร/ปี จะเพิ่มเป็น 5 แสนลูกบาศก์เมตร/ปี เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยบริษัทเป็นผู้ส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟไปต่างประเทศกว่า 90% ไปยังประเทศจีน ประเทศตะวันออกกลางและยุโรป ไม่ได้เน้นทำตลาดในประเทศ

"การขยายกำลังการผลิตคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2561 โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟแห่งเดียวอยู่ที่ อ.แกลง จ.ระยอง มีขนาดที่ดินกว่า 144 ไร่ มีสายการผลิต 1 สายการผลิต ซึ่งภายหลังจากการขยายกำลังการผลิตอีก 1 สายการผลิตแล้วเสร็จ ผลประกอบการของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" นายวิชัย กล่าว

ทั้งนี้ ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 742 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมในปี 2559 อยู่ที่ 1,492 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 262 ล้านบาท คาดว่ารายได้ในปี 2560 จะเพิ่มจากปี 2559 เล็กน้อย โดยบริษัทยังมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงและคิดค้นสูตรการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าและผลักดันกำลังการผลิตให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังเสริมความยั่งยืนให้ธุรกิจ เนื่องจาก เทรนด์การเติบโตของแผ่นไม้เอ็มดีเอฟทั่วโลกมีความต้องการใช้สูง

ประกอบกับบริษัทคร่ำหวอดในวงการไม้มายาวนานกว่า 30 ปี โรงงานและเครื่องจักรมีศักยภาพในการผลิตสูง กำลังการผลิตที่ใช้ในในระดับเกือบเต็มที่มาโดยตลอดทำให้เกิดอีโคโนมี ออฟ สเกล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง ซึ่งแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ นำไปใช้ในการในภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ผลิตเฟอร์นิเจอร์ วงกบ ประตู หน้าต่าง เป็นต้น ทั้งนี้ การเติบโตของแผ่นไม้ เอ็มดีเอฟในตลาดโลกเฉลี่ยมากกว่า 11% สูงกว่าการเติบโตของแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติในรูปแบบอื่นๆ ที่เติบโตเพียง 4% ขณะที่ประเทศไทยนั้น เป็นผู้ส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟชั้นนำระดับโลก

สำหรับการปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากได้เน้นการใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ควบคุมด้วยทีมวิศวกร ซึ่งหากมองโดยภาพรวมประเทศการปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาพรวม และเป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตปรับตัวใช้เทคโนโลยีในการผลิตควบคู่กับการใช้แรงงาน เพราะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่