posttoday
อย่ามองข้ามบิตคอยน์

อย่ามองข้ามบิตคอยน์

17 กันยายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธมีคนถามมาว่าประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ จะมีอะไรตื่นเต้นมั้ย ทำเอาคิดหนักเล็กน้อยก่อนตอบไปว่า จะเอาตื่นเต้นแค่ไหนคงต้องถามใจตัวเองดู

นันทิยา วรเพชรายุทธ

มีคนถามมาว่าประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ จะมีอะไรตื่นเต้นมั้ย ทำเอาคิดหนักเล็กน้อยก่อนตอบไปว่า จะเอาตื่นเต้นแค่ไหนคงต้องถามใจตัวเองดู

เป็นที่คาดกันว่าเฟดจะประกาศ ลดงบดุลที่พอกหางหมูมาถึง 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ค่อนข้างแน่นอน ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะเป็นการเริ่มลดขนาดงบดุลครั้งแรกของเฟดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เดินหน้าตะลุยซื้อสินทรัพย์หลังวิกฤตปี 2008 ซึ่งแม้เฟดจะยุติการทำคิวอีไปแล้วก็จริง แต่ก็ยังมีการโรลโอเวอร์หนี้ไปเรื่อยๆ การลดงบดุลงวดนี้ที่มองกันว่าเฟดจะปล่อยให้มีการไถ่ถอนพันธบัตรไปตามอายุ จึงน่าจะเป็นอีกจุดเริ่มต้นสำคัญของการตรึงนโยบายการเงินอย่างแท้จริง

แต่หากจะถามว่าน่าตื่นเต้น หรือไม่นั้น เบื้องต้นตลาดมองกันว่า ไม่น่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้ตลาดทุนโลกมากนัก คือไม่น่าจะเหมือนกับที่ เบน เบอร์แนนคี อดีต ผู้ว่าเฟดคนเก่าเคยเขย่าตลาดมาแล้ว เพราะส่งสัญญาณไม่ชัดเจนว่าจะยุติ คิวอีเมื่อไร แต่ครั้งนี้เฟดให้สัญญาณมาล่วงหน้าค่อนข้างชัด และจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการไม่ต่ออายุพันธบัตร จึงยังไม่น่ามีผลเรื่อง การดึงเงินกลับสหรัฐมากนัก

ดังนั้น ถ้าจะตามข่าวเอามัน ชนิดอยากหันหาความตื่นเต้นกระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้เลือดนักลงทุน พลุ่งพล่าน คงต้องไปตามข่าว "บิตคอยน์" แทน

จากที่เคยพุ่งทะยานมากกว่า 300% ในปีนี้ ไปแตะ 5,000 ดอลลาร์/บิตคอยน์ เมื่อต้นเดือน ก.ย. หรือแซงหน้าทุกการลงทุนที่ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ ราคาบิตคอยน์ในอาทิตย์ก่อนกลับดิ่งเหวลงเมื่อลงในสัปดาห์เดียวหายไปถึง 1,000 ดอลลาร์ และยังมีแนวโน้มอาจลงต่อได้อีก เพราะ "จีน" ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของบิตคอยน์ กำลังออกมาตรการแบน (ชั่วคราว) อย่างจริงจัง

การที่จีนสั่งแบน 2 ด้านแทบจะพร้อมกัน คือการเปิดขายเงินดิจิทัลแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก หรือระดมทุนแบบไอซีโอ และสั่งแบนการเทรดเงินดิจิทัลนั้น ถือเป็นแรงฉุดที่สำคัญมากต่อบิตคอยน์และเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ เพราะจีนถือเป็นตลาดเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งด้านการ ขุดเหมือง การเทรด และการเปิด ไอซีโอ

ทิศทางของรายใหญ่อย่างจีนนี่เอง ที่ทำให้มีการคาดกันว่าประเทศอื่นๆ อาจเอาอย่างหันมาแบนเงินดิจิทัลตามไปด้วย เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งมีนายแบงก์ใหญ่ระดับโลกอย่าง เจมี ดิมอน แห่ง เจ.พี.มอร์แกน เชส ออกมาโจมตีว่าบิตคอยน์เป็นเรื่องลวงโลก และสุดท้ายจะเป็นฟองสบู่แตก ครั้งใหญ่เหมือนกับฟองสบู่ดอกทิวลิป ในช่วงศตวรรษที่ 17 ที่มีการซื้อขายเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งถึง 4,000 ดอลลาร์มาแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราคงไม่สามารถปฏิเสธความจริงอย่างหนึ่ง ได้ว่าเงินดิจิทัลเป็นการลงทุนที่มีอยู่จริง ทำเงินได้จริง และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกชนิดที่รัฐตามไม่ทัน

ทุกวันนี้รัฐบาลหรือธนาคารกลางประเทศต่างๆ ยังมีความเห็นที่ค่อนข้างหลากหลายต่อเรื่องนี้ บ้างก็เปิดกว้างและเดินไปไกลชนิดที่แบงก์ชาติทดลองออกเงินดิจิทัลมานำร่องใช้เอง เช่น สวีเดน บ้างก็ยังปิดกั้นชนิดประกาศให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่ยังวางตัวลอยๆ กันอยู่ คือ ไม่ได้ระบุว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่รับรองให้เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้และค่าสินค้าเช่นกัน และยังไม่มีการวางระเบียบกฎเกณฑ์ควบคุม หรือเท่ากับปล่อยให้ผู้บริโภคไปเสี่ยงวัดดวงกันเอาเอง

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) พูดถึงเงินดิจิทัลเอาไว้ล่าสุดได้อย่างน่าสนใจว่า แบงก์ชาติทั่วโลกไม่สามารถเมินเฉย หรือ นั่งนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับกระแส ตื่นตัวของเงินดิจิทัลได้อีกต่อไปแล้ว

เพราะเงินดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ทั้งในแง่ของการลงทุนและการชำระสินค้าและบริการ แม้แต่ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในโลกยังมีการลงทุนในเงินดิจิทัล ซึ่งมีข้อดีโดดเด่นในเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชนที่สร้างความโปร่งใส แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความเสี่ยงอีกหลายด้าน เช่น การยืนยัน ตัวตนที่เสี่ยงต่อการฟอกเงินและธุรกรรมผิดกฎหมาย

หากปล่อยไปตามบุญตามกรรมไม่มีการควบคุม ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลกได้ ในยุคที่โลกกำลังหมุนไปเร็วเกินกว่า จะมานั่งรอใครให้เดินตามทัน

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร