
โอกาสสุดท้ายของซูจี?
นันทิยา วรเพชรายุทธในสัปดาห์นี้ ความสนใจของโลกจะมุ่งหน้าไปที่สหรัฐเป็นหลักทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง โดยในมุมเศรษฐกิจนั้นจะมุ่งไปที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางสัปดาห์ และในมุมการเมืองนั้นจะมุ่งไปที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่จะเริ่มเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันนี้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในสัปดาห์นี้ ความสนใจของโลกจะมุ่งหน้าไปที่สหรัฐเป็นหลักทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง โดยในมุมเศรษฐกิจนั้นจะมุ่งไปที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางสัปดาห์ และในมุมการเมืองนั้นจะมุ่งไปที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่จะเริ่มเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันนี้
ทว่าไฮไลต์การเมืองที่คนทั่วโลกสนใจมากกว่ากลับข้ามฝั่งมหาสมุทรไปที่เมียนมา เพราะ "อองซานซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศ จะยอมออกจากที่ตั้งลุกขึ้นมาแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ เป็นครั้งแรกในวันอังคารนี้
สื่อหลายสำนักระบุว่า นี่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของดอว์ซู และจะเป็นการแถลงครั้งสำคัญที่สุดของเธอ นับตั้งแต่เปลี่ยนบทบาทจากนักต่อสู้เคลื่อนไหวไปเป็นนักบริหาร ท่ามกลางการจับตาของประชาคมโลก เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องภายในเหมือนที่เธอเคยต่อสู้มา แต่ยังเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังเขย่าศรัทธาของผู้คนที่เคยมีต่อดอว์ซู
อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเคยแถลงกดดันเมียนมาให้หยุดปฏิบัติการทางทหารต่อชาวโรฮีนจามาแล้ว ได้กดดันอีกครั้งผ่านการให้สัมภาษณ์ทางบีบีซีว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วของซูจี ที่จะหยุดความหายนะต่อมนุษยชาติ หากซูจียังไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ สถานการณ์จะทวีความเลวร้ายจนถึงที่สุด และอาจไปสู่จุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ในอนาคต
แต่การจะเลือกว่าจะเป็น "ผู้นำของชาวเมียนมา" หรือ "ผู้นำของประชาคมโลก" นั้น เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองกำลังกลัวเหลือเกินว่า เธอจะเลือกอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง
ไม่ว่าจะค้านหลักมนุษยธรรมในสายตาคนทั้งโลก หรือสุ่มเสี่ยงต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายระบุตรงกันว่า กรณีนี้แทบจะเป็นการ "กวาดล้าง/ขับไล่ทางชาติพันธุ์" หรือ Ethic Cleansing ไปแล้ว (ไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือ Genocide) แต่ถึงอย่างนั้น ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ที่ยังฝังใจกับประวัติศาสตร์สมัยอาณานิคมอังกฤษ ก็ยังไม่ยอมรับชาวโรฮีนจาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ
ยิ่งล่าสุด พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ได้ออกพูดผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ขอให้ประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกันในปัญหาความขัดแย้งที่มาจากนักรบก่อการร้ายสุดโต่งชาวเบงกาลี
หากซูจีเห็นต่าง เธอจะเปิดช่องให้ทหารกลับขึ้นมาเป็นพวกเดียวกับประชาชน และทำให้การต่อสู้ที่ผ่านมาหลายสิบปีของเธอและพวกพ้องต้องจบสิ้นลง เธอจะกลายเป็นหญิงแกร่งของคนทั้งโลก แต่ไม่ใช่ของคนเมียนมา และสถานการณ์นี้ก็อาจแย่ยิ่งไปกว่าที่เธอเคยต่อสู้ทางการเมืองมา
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้นำทุกคนจะต้องยอมจำนวนต่อเสียงของคนส่วนใหญ่ไปทั้งหมด หากยังคงยืนยันได้ว่าเสียงส่วนใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพียงแต่อาจเป็นการยืนหยัดต่อสู้ที่โดดเดี่ยวและอาจจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวด ซึ่งถึงเวลาที่ซูจีต้องเลือกแล้วบนเดิมพันของเธอและอนาคตนับล้านของชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจา n







