
J-Cruises 18
เช้าวันที่ 4 เรือเทียบท่า Hiroshima เวลา 7 โมงเช้า คนที่ซื้อทัวร์กับทางเรือทยอยออกเดินทางตั้งแต่เวลา 8 โมงเป็นต้นไป ผมเคยมาฮิโรชิมะหลายรอบแล้ว เลยขอตื่นสายหน่อย อาศัยจังหวะที่คนส่วนใหญ่ออกไปทัวร์เลยแอบไปนั่งกินอาหารเช้าแบบชิลๆ ที่ห้อง InternationalDining ซึ่งมีให้สั่งทั้งเมนูฝรั่งและเมนูจีนไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ผมโชคดีเจอเจ้าหน้าที่ชาวไทยอีกแล้วเลยสบาย ปล่อยให้น้องเขาจัดการให้ จานแรกเป็นอิ่วจาก้วยกับน้ำเต้าหู้ บอกตรงๆ ว่าอร่อยกว่าที่ไต้หวันวันแรกเสียอีก อิ่วจาก้วยเนื้อนุ่ม หนึบไม่กรอบ บางคนอาจไม่ชอบแต่ผมชอบ เพราะเวลาจุ่มลงในน้ำเต้าหู้มันดูดซับน้ำได้ชุ่มฉ่ำกว่าแบบกรอบ
เช้าวันที่ 4 เรือเทียบท่า Hiroshima เวลา 7 โมงเช้า คนที่ซื้อทัวร์กับทางเรือทยอยออกเดินทางตั้งแต่เวลา 8 โมงเป็นต้นไป ผมเคยมาฮิโรชิมะหลายรอบแล้ว เลยขอตื่นสายหน่อย อาศัยจังหวะที่คนส่วนใหญ่ออกไปทัวร์เลยแอบไปนั่งกินอาหารเช้าแบบชิลๆ ที่ห้อง InternationalDining ซึ่งมีให้สั่งทั้งเมนูฝรั่งและเมนูจีนไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ผมโชคดีเจอเจ้าหน้าที่ชาวไทยอีกแล้วเลยสบาย ปล่อยให้น้องเขาจัดการให้ จานแรกเป็นอิ่วจาก้วยกับน้ำเต้าหู้ บอกตรงๆ ว่าอร่อยกว่าที่ไต้หวันวันแรกเสียอีก อิ่วจาก้วยเนื้อนุ่ม หนึบไม่กรอบ บางคนอาจไม่ชอบแต่ผมชอบ เพราะเวลาจุ่มลงในน้ำเต้าหู้มันดูดซับน้ำได้ชุ่มฉ่ำกว่าแบบกรอบ
จากนั้นก็มาซัดพวกของนึ่งต่อ แต่ไม่ค่อย โดนเลยกินเหลือนิดหน่อย ต่อด้วยของหนักเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วกับไข่คนแบบจีน เสิร์ฟมาในจานเดียวกัน เติมพริกตำลงไปหน่อยอร่อยใช้ได้ อิ่มมื้อเช้าเรียบร้อยก็สอยลาเต้ไปนั่งจิบต่อริมกราบเรือ ดูคณะทัวร์ทยอยออกเดินทาง พอคนเริ่มซาก็ถึงตาผมบ้าง จากประสบการณ์ล่องเรือ Costa รอบที่แล้ว ทำให้รู้ว่าแต่ละเมืองเขามีการ จัดการเรื่องระบบขนส่งสาธารณะเข้ามารับถึง ในท่าเรือทั้งแท็กซี่และรถบัส ใครถนัดแบบไหน เลือกใช้ตามชอบ
สำหรับท่าเรือฮิโรชิมะนี่ก็เหมือนกับอีกหลายท่าในญี่ปุ่นที่ถึงจะยังไม่มีอาคาร ผู้โดยสารแบบถาวร แต่จัดว่าพร้อมในทุกด้าน ผมนั่งรถรับส่งฟรีไปที่สถานีรถไฟเพื่อที่จะเข้าเมือง ใครจะไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะก็ไปสถานีเดียวกันนี่แหละ แค่ขึ้นรถไฟคนละฝั่งเท่านั้นสะดวกสบายมาก รถไฟหรือจะเรียกรถรางก็ได้เพราะระบบขนส่งสาธารณะทางรางในเมืองฮิโรชิมะเป็นรถราง หรือ Streetcar ซึ่งใช้พื้นที่ร่วมกับรถยนต์บนพื้นผิวจราจรเดียวกัน มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า Hiroden ย่อมาจาก Hiroshima Dentetsu Kabushiki-gaisha หรือ Hiroshima Electric Railway นั่นเอง Hiroden เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1910 และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ นึกแล้วก็เสียดายที่บ้านเรายกเลิกไปหมด ถ้ายังอยู่คงสร้างสีสันให้การท่องเที่ยวได้อีกมาก
ผมลงรถรางที่ข้าง Atomic Bomb Dome ซึ่งสะดวกมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเอง เดินๆ อยู่เจอกรุ๊ปทัวร์จากเรือของเราอยู่ที่นี่กันพรึบ ความตั้งใจของผมไม่ได้เข้าเมืองมาเที่ยวแต่ตั้งใจจะมาหาของอร่อยๆ กินครับ มาฮิโรชิมะมีไม่กี่อย่างที่ต้องกินและหนึ่งในนั้น ก็คือ Okonomiyaki ทอดตาทั้งแผ่นดินญี่ปุ่นสุดยอดโอโคโนมิยากิก็ต้องที่โอซาก้าและ ฮิโรชิมะ แต่วิธีการปรุงไม่เหมือนกันนะครับ ของโอซาก้านั้นจะคลุกเครื่องและแป้งเข้าด้วยกันแล้วค่อยปรุงสุก ส่วนของฮิโรชิมะนั้นทำทีละชั้นเริ่มจากการจี่แป้งกับเตาให้เป็นแผ่นบางๆ เหมือนแป้งโรตีสายไหม ตามด้วยเส้นบะหมี่ กะหล่ำปลีซอย เครื่อง เช่น เบคอน ของทะเล และบนสุดเป็นไข่ โรยหน้า ด้วยต้นหอม เป็นอันเสร็จสิ้น แค่คิดก็อยาก กินแล้ว เลยรีบดุ่มๆ เดินไปยังร้านที่หมายตาไว้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงไปกันที่ Okonomi-mura ศูนย์รวมร้านโอโคโนมิยากินับสิบร้านบนอาคาร หลังย่านช็อปปิ้ง Hondori แต่ร้านที่ผมติดใจอยู่บนถนนใหญ่เลย ชื่อร้าน Benbe (อ่านว่า เบมเบ้)
มองจากด้านหน้าดูไม่ออกว่าเป็นร้าน โอโคโนมิยากิที่ต้องมีควันโขมงหน่อย แต่พอเปิดประตูร้านเข้าไปคือใช่เลย เตาเทปปังขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับทางเข้า มองเห็นพ่อครัวกำลังง่วนอยู่ มีที่นั่งหน้าเตาอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เหลือเป็นโต๊ะเก้าอี้และ Horikotatsu ที่นั่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบมีหลุมไว้ห้อยขา ผมไปคนเดียวเลยเลือกนั่งหน้าเตาพร้อมถือโอกาสดูพ่อครัวทำอาหารไปด้วย ถึงแม้หลักในการปรุงของฝั่งฮิโรชิมะจะทำเป็นชั้นๆ แต่เทคนิคของพ่อครัวอาจจะต่างกันไป อย่างของร้านเบมเบ้ก็จะเริ่มจากการจี่แป้งแล้วตามด้วยกะหล่ำปลีซอย ร้านนี้จะซอยกะหล่ำปลีให้ก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสั่ง จากนั้น ก็ไปทำยากิโซบะอีกกองโดยมีเบคอนรองอยู่ด้านล่าง ระหว่างนั้นก็นำเครื่องซีฟู้ดที่ลวกสุกแล้วมาพักบนเตา ตัดกลับมาพลิกแผ่นแป้งและกะหล่ำปลีให้สุกทั่ว พอเริ่มได้ที่ก็ตอกไข่โปะ ไปบนแผ่นแป้ง พลิกกลับอีกทีเพื่อให้ไข่สุกดี แล้วพลิกกลับ ราดซอสทับลงบนไข่ก่อนที่จะเอาทั้งชิ้นไปวางทับบนแผ่นยากิโซบะอีกที
ตบท้ายด้วยซีฟู้ดด้านบนสุดแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยอย่างเยอะเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ เป็นโอโคโนมิยากิ 7 เลเยอร์ ไล่จากชั้นล่างสุด คือ เบคอน ยากิโซบะ กะหล่ำปลี แผ่นแป้ง ไข่ หน้าซีฟู้ด และต้นหอมซึ่งแต่ละ ร้านอาจมีการจัดลำดับสลับกันและวิธีการปรุงที่แตกต่างกันก็ได้ แต่ที่เหมือนกันหมดคือเป็นชั้นๆ ไม่ได้คลุกรวมเหมือนของโอซาก้า และของ ฮิโรชิมะจะต้องมียากิโซบะด้วยเสมอ คนที่นี่เขากินโอโคโนมิยากิประหนึ่งเป็นอาหารจานหลัก คล้ายกับที่เรากินก๋วยเตี๋ยวเป็นมื้อเที่ยงนั่นแหละครับ และด้วยความสามารถระดับผมก็ยังไม่อาจกินชิ้นนี้ได้หมด เหลือเสี้ยวนึงประมาณ 1 ใน 6 ทิ้งไว้เป็นที่ระลึก ชำระบิลเสร็จสิ้นแค่พันนิดๆ ราคาพอกับกินราเมงบวกเครื่องเต็มพิกัดแค่นั้น ถูกและคุ้มมากๆ ครับ
อิ่มอร่อยจากร้านเบมเบ้แล้วขอเดินย่อยเสียหน่อย ย่านฮอนโดริเป็นแหล่งช็อปปิ้ง หลักที่มีทั้งร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าอยู่ในแถบเดียวกัน ผมได้เครื่องสำอางและขนมติดไม้ติดมือไปฝากทางบ้านก่อนจะนั่งรถรางกลับท่าเรือ พอถึงสถานีปลายทางเหลือบไปเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตเลยลองเดินเข้าไปชม ใครที่ไม่ออกไปเที่ยวและต้องการซื้อแค่ของฝากจำพวกขนมจะเลือกมาที่นี่ก็เหมาะ เพราะมีของในหมวดอาหารการกินค่อนข้างครบถ้วน ผมเติมของฝากอีกส่วนหนึ่งเรียบร้อยก็เดินไปต่อคิวรถบัสกลับท่าเรือ ทว่าคนยืนเข้าคิวล้น ออกมานอกเต็นท์ เลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่เสียเงินอีกนิดหน่อย สะดวกกว่ากันเยอะ จ่ายค่ารถเสร็จเดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสารก็พบกับความแปลกใจ
อาคารที่เมื่อเช้ายังเงียบเหงากลับคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสาร ในอาคารแปรสภาพเป็นตลาดนัดขนาดย่อม มีร้านค้ามาเปิดมากมายส่วนใหญ่เป็นของกินและของฝากทั้งของสดและของแห้ง นัยว่าเอาไว้รองรับผู้โดยสารที่ซื้อทัวร์แล้วไม่มีโอกาสช็อปปิ้ง ทุกร้านเลยขายดี ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือร้านให้ยืมชุด ยูกาตะใส่ ซึ่งมีคนต่อคิวยาวไม่น้อย นอกจากนี้ ยังมีรถขายอาหารปรุงสำเร็จไว้บริการคนคิดถึง อาหารญี่ปุ่นอีกด้วย n







