posttoday
ยกอันดับทำธุรกิจ เร่งดึงเงินเอกชน ดัน ศก.

ยกอันดับทำธุรกิจ เร่งดึงเงินเอกชน ดัน ศก.

06 กันยายน 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเป็นเวลา 2 ปีเต็มแล้ว ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญกับการเพิ่มอันดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ที่จัดอันดับโดยธนาคารโลก ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลความยากง่ายในการทำธุรกิจต่างๆ ในเดือน พ.ค.และจะประกาศอันดับในเดือน ต.ค.ของทุกปี

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เป็นเวลา 2 ปีเต็มแล้ว ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญกับการเพิ่มอันดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ที่จัดอันดับโดยธนาคารโลก ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลความยากง่ายในการทำธุรกิจต่างๆ ในเดือน พ.ค.และจะประกาศอันดับในเดือน ต.ค.ของทุกปี

อันดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ มีผลทางจิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก หากอันดับของไทยดี ก็จะทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น แต่หากอันดับของไทยไม่ได้ ก็ทำให้นักลงทุนไม่สนใจและหันไปลงทุนในประเทศคู่แข่งที่อันดับความน่าเชื่อถือกว่าไทย

เดือน ต.ค. 2548 ธนาคารโลกประกาศอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจปี 2016 ปรากฏว่า อันดับของไทยร่วงลงจากที่ 46 มาอยู่อันดับ 49 เทียบกับเพื่อนบ้าน พบว่าไทยถูกทิ้งห่าง ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ 1 ของโลกติดต่อกันมาเป็นปีที่ 10 เกาหลีใต้ที่ 4 เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่ 5 และมาเลเซียที่ 18 ทำให้ไทยมีปัญหาดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน แม้ว่าจะมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการตั้งสำนักงานต่างประเทศในไทยแข่งกับประเทศสิงคโปร์ แต่ก็ยังไม่มีนักลงทุนสนใจ

หลังจากธนาคารโลกประกาศอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ปี 2016 ได้ไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเป็นการด่วนทันที เพื่อปฏิรูปเรื่องความยากง่ายอย่างจริงจัง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ โดยมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนี้ทั้งหมด

สมคิด ได้ทำงานในเชิงรุกอย่างมาก ตั้งแต่การให้ข้อมูลกับธนาคารโลกที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลจากสำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่ของไทยและต่างประเทศที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งอาจจะได้ข้อมูลล่าช้า จึงสั่งหน่วยงานต่างๆ ให้มีการให้ข้อมูลตรงกับสำนักงานกฎหมายอย่างใกล้ชิด

ที่สำคัญ สมคิด ได้สั่งให้ว่าจ้างธนาคารโลกมาเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำว่าไทยยังมีจุดอ่อนปัญหาตรงไหนบ้างที่เป็นอุปสรรคทำให้อันดับของไทยไม่ดีขึ้น เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ไขเป็นการเร่งด่วน ถือเป็นไม้เด็ดที่ว่าจ้างคนจัดอันดับมาเป็นคนแนะนำให้หมดปัญหา

ความพยายามของรัฐบาลดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล เมื่อเดือน ต.ค. 2559 ผลการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจ ปี 2017 อันดับของประเทศไทยดีขึ้นจากที่ 49 มาอยู่ที่ 46 จากการจัดอันดับ 190 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 และประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับ 23

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจของไทยยังย่ำอยู่กับที่ เพราะในปี 2016 ตกจากอันดับ 46 มาอยู่ที่ 49 และพอปี 2017 กลับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 46 เหมือนเดิม และเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคนี้ ความห่างก็ยังมากเท่าเดิมไม่ได้เร่งเข้ามาได้ใกล้ขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างประเทศยังไม่สนใจลงทุนในไทยเหมือนเดิม แม้ว่าในปี 2559 รัฐบาลจะออกมาตรการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า จากการลงทุน แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังเมิน

แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แม้ว่าจะยังอยู่กับอันดับเดิม รัฐบาลโดยคณะกรรมการปฏิรูปการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจให้ดีขึ้นของสมคิด โดยมี อภิศักดิ์ ตันติ วรวงศ์ รมว.คลัง ที่อยู่ในคณะกรรมการนี้ ได้มีการเร่งทำงานอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมจี้และติดตามทุกเดือน เพื่อทราบความคืบหน้าและปัญหาที่ยังติดขัดอยู่ว่าจะหาทางออกแก้ไขอย่างเร่งด่วนอย่างไร โดยยังยึดแนวทางตามที่ธนาคารโลกแนะนำเป็นสำคัญ

ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการล่าสุดเพื่อติดตามการเก็บข้อมูลของธนาคารโลกที่สิ้นสุดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และจะประกาศอันดับปี 2018 ในเดือน ต.ค.นี้ พบว่าสัญญาณการจัดอันดับของไทยน่าจะปรับได้ดีขึ้นหลายอันดับ

อภิศักดิ์ ระบุว่า การติดตามแก้ไขเรื่องนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลดีต่อการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจขึ้นอย่างชัดเจน โดยล่าสุดของธนาคารโลกได้ยืนยันผลการปฏิรูปของประเทศไทยในการอำนวยความสะดวกธุรกิจดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเริ่มต้นธุรกิจ จากการยกเลิกข้อกำหนดในการให้ผู้ประกอบการจัดส่งสำเนาข้อบังคับการทำงานให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และการยกเลิกการใช้ตราประทับของบริษัทในใบหุ้น

ด้านที่ 2 การจดทะเบียนทรัพย์สิน จากการที่กรมที่ดินมีการจัดเก็บหนังสือแสดงสิทธิแบบอิเล็กทรอนิกส์ และมีการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สำหรับแสดงข้อมูลรูปแปลงที่ดินในเขตกรุงเทพฯ

ด้านที่ 3 การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย จากการให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยสามารถฟ้องร้องกรรมการบริษัทได้ง่ายขึ้น

และด้านที่ 4 การแก้ไขปัญหาการล้มละลาย จากการปรับเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเสียงในแผนการฟื้นฟู

จากสัญญาณที่ดีดังกล่าว ทำให้การประกาศจัดอันดับความสะดวกในการประกอบธุกิจของไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ยังดีแบบก้าวกระโดดมาอยู่อันดับเหนือที่ 40 ขึ้นไป ตามที่ สมคิด คาดหวังหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นอีกเหนื่อย

อภิศักดิ์ ระบุว่า อันดับที่ดีขึ้นมีความสำคัญแค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนไทย ส่วนสำคัญคือการปฏิบัติที่นักลงทุนจะต้องได้ความสะดวกอย่างแท้จริง ดังนั้น ตัวชี้วัดการจัดอันดับมีประมาณ 10 เรื่อง มี 4 เรื่องที่ธนาคารโลกเห็นว่าดีขึ้นชัดเจน ดังนั้นเรื่องที่เหลืออยู่ก็ต้องเร่งปฏิรูปให้ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยสมคิดได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ นำแผนปฏิรูปมาดูอีกครั้งว่าสิ่งที่ธนาคารโลกให้ปรับปรุงว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง และเร่งดำเนินการเป็นการด่วนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ธนาคารโลกเห็นและรับรู้ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การจัดอันดับปี 2019 ของไทยโตแบบก้าวระโดดมากขึ้น และทำให้ขึ้นไปเบียดกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคให้ใกล้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลคาดหวังไว้ จะส่งผลต่อการดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่รัฐบาลตั้งเป็นเรือธงสำคัญในการดูงดูดเม็ดเงินลงทุนของเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุน เพื่อเป็นแรงขับให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% ภายใน 2-3 ปีนี้ n

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่