
‘โฟลว์แอคเคาท์’ ก้าวสู่ ‘พรีซีรี่ส์ เอ’
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน"โฟลว์แอคเคาท์" ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ ได้ก้าวสู่ปีที่ 3 ถือเป็นสตาร์ทอัพฟินเทคของประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นสตาร์ทอัพไทยที่ร่วมผลักดันสร้างตลาดฟินเทคของประเทศไทยให้ขยายตัวและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน
"โฟลว์แอคเคาท์" ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ ได้ก้าวสู่ปีที่ 3 ถือเป็นสตาร์ทอัพฟินเทคของประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นสตาร์ทอัพไทยที่ร่วมผลักดันสร้างตลาดฟินเทคของประเทศไทยให้ขยายตัวและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก
"กฤษฎา ชุตินธร" กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ ผู้ให้บริหาร Flowaccount.com ระบบ บัญชีออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ เปิดเผยว่า โฟลว์แอคเคาท์ ได้ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลาร่วม 3 ปี ที่มีผู้ร่วม ก่อตั้ง 3 คน ขณะนี้บริษัทอยู่ในสตาร์ทอัพ ระยะ พรีซีรี่ส์ เอ (Pre Series A) มีการเติบโตขององค์กรอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ทั้งการเพิ่มบริการ ฐานลูกค้า และมีผู้ลงทุนเข้ามาระดมทุนในบริษัทมากขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าหลักที่ใช้บริการรวมจำนวน 1 หมื่นราย และมีการออกใบกำกับภาษีในระบบรวมกว่า 1 แสนใบ/เดือน โดยในอนาคตเตรียมจัดทำ อี-แทกซ์ อินวอยซ์ (e-tax invoice) รวมถึงเตรียมจัดทำ ระบบเงินเดือนพนักงาน หรือที่เรียกว่า ระบบ Payroll ที่เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น เค พลัส เอสเอ็มอี ของธนาคารกสิกรไทย จึงส่งผลให้เจ้าของธุรกิจสามารถจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานได้อย่างรวดเร็ว
"กฤษฎา" กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งพัฒนาบริการ และระบบใหม่ รวมถึงโซลูชั่น เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลัก เจ้าของกิจการ กลุ่มผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจและมีพนักงานจำนวนไม่มาก รวมถึงสตาร์ทอัพ ทำให้ผู้ทำธุรกิจสามารถบริหารจัดการองค์กรได้ง่าย แม้ว่าจะไม่มีความรู้ทางด้านบัญชีก็ตามสามารถบริหารกิจการดูแลรายรับ รายจ่ายได้ด้วยตัวเอง
อีกทั้งบริษัทมีการเพิ่มบริการใหม่ๆ การจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ ผู้ประกอบการในเรื่องการทำบัญชีเบื้องต้น ถือว่าบริษัทมีลูกค้าผู้ประกอบการใช้ระบบของบริษัทมากที่สุด ส่วนอัตรา ค่าบริการจะอยู่ที่ขั้นต่ำเดือนละ 83 บาท หรือเฉลี่ยประมาณ 990 บาท/ปี
"โฟลว์แอคเคาท์" มีการขยายตัวต่อเนื่อง และปัจจุบัน ทีมได้มีกลุ่มผู้เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทแล้วจำนวน 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท เอสบีไอ อินเวส เมนท์ ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นลงทุนในฟินเทคในหลายประเทศทั่วโลก บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล หรือบีคอน วีซี จากธนาคารกสิกรไทย กองทุน โกลเดนเกต เวนเจอร์ส จากประเทศสิงคโปร์ ถือเป็น กองทุนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมากสุดในอาเซียน เน้นลงทุนในสตาร์ทอัพ และกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก จากซิลิคอนวัลเลย์ ประเทศสหรัฐ
การระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทได้รับเงินลงทุนรวม 1.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยผลักดันการบริหารจัดการทีม การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มบริการแก่ลูกค้า เพื่อทำให้สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เป็นผลดีต่อการสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจมากขึ้น รวมถึงผลักดันทำให้กลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานได้รับความสะดวก ให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากที่สุด
"การบริหารทีมที่ผ่านมา ถือเป็นโชคดีที่ได้คนที่ดีมาร่วมทีม ทุกคน ต่างทำงานหนักและพร้อมช่วยเหลือกันทำงาน มีความรับผิดชอบในการทำงาน รวมถึงมีความสุขในการทำงาน ซึ่งใน ทุกครั้งที่ทำงานก็อาจจะต้องเจอโจทย์ ปัญหาใหม่ๆ ต่อเนื่อง แต่ก็ได้ร่วมแก้ปัญหา ผลักดันองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า" กฤษฎากล่าว
อีกทั้งสิ่งที่องค์กรได้ยึดมาเป็นแนวทางบริหารงานคือ การทำธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำอะไรที่เกินตัว ทำแบบพอเพียงและสมดุล เห็นได้จากการเริ่มต้นสร้างทีม ก็ใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน ก่อนที่จะขยายองค์กรและทีมงาน เมื่อธุรกิจเติบโตมากขึ้น โดยในขณะนี้มีทีมงานรวมทั้งหมดประมาณ 20 คน
"ผมเชื่อว่าเราได้รับจังหวะที่ดี ในการทำ เพราะเราเริ่มจากความรัก ในด้านนี้ ทั้ง 3 คนที่ร่วมก่อตั้ง ต่างเคยทำธุรกิจมาก่อน ประสบปัญหาเหมือนกันเรื่องบัญชี จึงนำมาสู่การสร้างโฟลว์แอคเคาท์ เพื่อตอบโจทย์คนเริ่มต้น ธุรกิจ เราเข้าใจปัญหานี้อย่างดี เมื่อ เริ่มทำมาประมาณ 1 ปีจึงได้รับการสนับสนุนจาก เอไอเอส และได้รับแชมป์เอไอเอส เดอะสตาร์ทอัพ (AIS The Start Up 2015) เมื่อ 2 ปีก่อน ได้รับเงินทุนส่งเสริมผลักดันองค์กรขยายตัว" กฤษฎา กล่าว
ต่อมาทีมยังไม่หยุดนิ่ง พร้อมเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งการเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานรัฐ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) สวทช. และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ
กฤษฎา กล่าวถึงภาพรวมสำหรับตลาดฟินเทคในประเทศไทย ว่า มีทิศทางที่กำลังเติบโตได้ดี และความต้องการใช้งานด้านระบบบัญชีที่จะมีมากขึ้น รวมถึงมีคนรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจมีมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต ประกอบกับบริษัทไม่ได้หยุดนิ่งพร้อมพัฒนาด้านต่างๆ แก่ลูกค้า อยากยกตัวอย่าง มีบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับระบบบัญชีออนไลน์ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีอัตราการขยายตัวเติบโตสูงและมีมูลค่าธุรกิจสูงมากเช่นกัน
ขณะเดียวกันเชื่อมั่นว่าสตาร์ทอัพของประเทศไทยมีโอกาสและมีศักยภาพจะก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์น หรือมีมูลค่าธุรกิจเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ได้แน่นอน
กฤษฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า โฟลว์แอคเคาท์ พร้อมที่จะขยายตลาดและฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงสนใจขยายตลาดไปในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี พร้อมผลักดันบริษัทเติบโตอย่างมั่นคง n







