
โชห่วยจีน ‘แฮปปี้’ ด้วย ‘Happy Post’
ดูเหมือนว่าการปิดตัวของร้านโชห่วยเล็กๆ จะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หลังจากการเข้ามาของโมเดิร์นเทรด และการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ แต่มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เมื่อไปรษณีย์จีนได้ร่วมทุนกับ TOM Group บริษัทในเครือ Li Ka-shing มหาเศรษฐีจากฮ่องกง ตั้งบริษัท "Ule (อูเล)" หรือ "Happy Post" เพื่อปฏิวัติร้านโชห่วยธรรมดา ให้กลายเป็นเครือข่ายร้านโชห่วยออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน การร่วมมือครั้งนี้ส่งผลให้ธุรกิจพัสดุจีนโตถึง 450% และยังตั้งเป้าไว้ว่าจะเติบโตอีกปีละ 100% นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยีผนวกกับธุรกิจรูปแบบเดิม เพื่อให้ธุรกิจคงอยู่และเติบโตไปตามกระแสโลกดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์
ดูเหมือนว่าการปิดตัวของร้านโชห่วยเล็กๆ จะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หลังจากการเข้ามาของโมเดิร์นเทรด และการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ แต่มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เมื่อไปรษณีย์จีนได้ร่วมทุนกับ TOM Group บริษัทในเครือ Li Ka-shing มหาเศรษฐีจากฮ่องกง ตั้งบริษัท "Ule (อูเล)" หรือ "Happy Post" เพื่อปฏิวัติร้านโชห่วยธรรมดา ให้กลายเป็นเครือข่ายร้านโชห่วยออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน การร่วมมือครั้งนี้ส่งผลให้ธุรกิจพัสดุจีนโตถึง 450% และยังตั้งเป้าไว้ว่าจะเติบโตอีกปีละ 100% นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยีผนวกกับธุรกิจรูปแบบเดิม เพื่อให้ธุรกิจคงอยู่และเติบโตไปตามกระแสโลกดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์
Happy Post หรือ Ule เข้ามาเป็นฮีโร่ให้กับร้านค้าท้องถิ่น อี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่ให้ร้านโชห่วยในชนบทจีนเข้าร่วมโครงการ โดยช่วยเชื่อมต่อร้านค้าออฟไลน์กับโลกออนไลน์ ทำให้ร้านค้าในชนบทขายสินค้าได้มากขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ผ่านไปรษณีย์จีนที่ทำหน้าที่จัดส่งสินค้า นี่คือการตัดสินใจที่ดีของ Ule ที่ได้สร้างโอกาสให้ตัวเอง เพื่อก้าวเป็นเครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ในโลก และเป็นโอกาสดีที่สามารถดึงไปรษณีย์มาเป็นพาร์ตเนอร์คอยช่วยเป็นตัวกลางในการให้บริการขนส่งสินค้า เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาให้กับหลายๆ ธุรกิจในประเทศไทยได้
ผมขอยกกลยุทธ์หลัก 5 ข้อที่ทำให้บริการนี้ประสบความสำเร็จ ดังนี้
มีพาร์ตเนอร์ที่ดีและร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น : Ule ไปรษณีย์จีน และเกษตรกรท้องถิ่น เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีซึ่งต่างคนต่างเอื้อประโยชน์ต่อกัน การดึงร้านค้าโชห่วยในชนบทจีนมาเข้าร่วมอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม แล้วยังดึงเอาสินค้าท้องถิ่นมาวางขาย โดยอาศัยความร่วมมือของไปรษณีย์จีนในการขนส่งสินค้าให้คนในชนบทก็ซื้อและขายสินค้าได้
ขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ชนบท : Ule มองว่า ชนบทนี่แหละคือตลาดรายใหญ่ ยิ่งในจีนเองก็มีประชากรมากที่สุดในโลก นี่เป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม การพยายามขยายตลาดไปยังชนบทเพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นนั้นถือเป็นการมองการณ์ไกลที่เห็นผลได้อย่างชัดเจนทีเดียวครับ
ผนวกเทคโนโลยี ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ : ปัญหาหลักของร้านโชห่วยก็คือ ไม่สามารถจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันไปสั่งของออนไลน์กันหมด พอร้านโชห่วยเข้าไปอยู่ในระบบอี-คอมเมิร์ซก็ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น เจ้าของร้านค้าท้องถิ่นก็สามารถใช้วีแชทในการแจ้งลูกค้าได้เมื่อสินค้ามาถึง
ร้านค้าปลีกแบบเรียลไทม์ : การปรับเปลี่ยนร้านโชห่วยธรรมดา ให้กลายเป็นการซื้อขายออนไลน์บนแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์ ทุกครั้งที่มีลูกค้ามาซื้อสินค้า ข้อมูลสินค้า ลูกค้า และร้านค้า จะถูกส่งไปวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ทุกๆ 5 นาที โดย Ule จะนำเสนอเจ้าของร้านว่า ควรจะส่งสินค้าไปที่ไหนถึงจะขายได้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้เจ้าของร้านสามารถนำเสนอสินค้า หรือข้อเสนอ ที่ตรงกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้
บริการกู้เงินแบบใหม่ : นอกจากซื้อของออนไลน์ผ่านร้านโชห่วยได้แล้ว ยังมีบริการ "กู้เงิน" สำหรับเจ้าของร้านและลูกค้าอีกด้วย โดย Ule และ TOM Group ได้ร่วมลงทุนกับฟินเทคสตาร์ทอัพในฮ่องกงโดยใช้ชื่อว่า WeLab ซึ่งสามารถประเมินเครดิตของผู้กู้ ก่อนจะอนุมัติสินเชื่อ ผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ก่อนการอนุมัติสินเชื่อ
การร่วมมือดังกล่าวถือว่าชาญฉลาดมาก เพราะเป็นวิธีการแบบ Win-Win ได้ผลประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับ แอบหวังลึกๆ ว่า การร่วมมือเพื่อการพัฒนาแบบเดียวกันนี้ จะเกิดขึ้นกับบ้านเราในไม่ช้า n







