
กทม.ปรับผังเมืองรวม เชื่อม 7 จังหวัด รับข่ายขนส่ง
อรวรรณ จารุวัฒนะถาวรจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของประชากรทั้งด้านที่อยู่อาศัยและแรงงาน ส่งผลให้เมืองเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเมืองปริมณฑลโดยรอบที่มีพื้นที่ต่อเชื่อมอีกด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ข้อหนึ่งในการปรับปรุงผังเมืองรวมครั้งที่ 4 ที่จะต้องรวบรวมปัญหา และความเห็นของจังหวัดที่เชื่อมโยงกับ กทม.
อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของประชากรทั้งด้านที่อยู่อาศัยและแรงงาน ส่งผลให้เมืองเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเมืองปริมณฑลโดยรอบที่มีพื้นที่ต่อเชื่อมอีกด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ข้อหนึ่งในการปรับปรุงผังเมืองรวมครั้งที่ 4 ที่จะต้องรวบรวมปัญหา และความเห็นของจังหวัดที่เชื่อมโยงกับ กทม.
ระดมความเห็น 7 จังหวัด
นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้จัดทำโครงการวางและจัดทำผังเมืองกรุงเทพฯ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่ผ่านมาบริษัทที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโครงการได้เปิดรับฟังความคิดเห็นครบทั้ง 7 จังหวัดแล้ว ประกอบด้วย จ.นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม ฉะเชิงเทรา รวมถึงนครนายก เนื่องจากมีโครงการเชื่อมต่อด้านคมนาคมขนส่งกับกรุงเทพฯ จึงรวมอยู่ในขอบข่ายการศึกษาด้วย หลังจากนี้จะนำข้อเสนอแนะไปประมวลผลข้อมูลเพื่อวางผังต่อไป โครงการนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี จะแล้วเสร็จในเดือน เม.ย. 2562 จากนั้นเดินหน้าตามขั้นตอนคาดว่าจะประกาศผังใหม่ในปี 2563
แจงปัญหารอยต่อเมือง
ทั้งนี้ จากการประเมินผลการบังคับใช้ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพ มหานคร พ.ศ. 2556 พบว่า โครงสร้างเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบมีการเปลี่ยนแปลงโดยหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหนาแน่นของประชากรในหลายบริเวณเริ่มเกินมาตรฐานที่ผังเมืองกำหนด
รวมทั้งโครงการพัฒนาของภาครัฐโดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนหลายสายที่เชื่อมโยงกับจังหวัดปริมณฑล เช่น สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีแดง สายสีชมพู และสายสีเหลือง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ ถนนสายหลัก-รอง ส่งผลให้เมืองต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการจราจร มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และภัยพิบัติต่างๆ
นอกจากนี้ การกำหนดให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นศูนย์กลางของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจอาเซียนถึง 3 สาย รวมทั้งกำหนดให้มีการพัฒนาพื้นที่รอบศูนย์การขนส่งทางราง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ สถานีมักกะสัน และศูนย์คมนาคมตากสิน อีกทั้งการเชื่อมโยงกันระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง
สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเกิดความไม่สมดุลระหว่างพื้นที่พัฒนาเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม ที่ผ่านมาการวางผังเป็นแบบต่างคนต่างทำในพื้นที่ตนเองทำให้เกิดปัญหาในพื้นที่รอยต่อ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนคือ เรื่องการคมนาคมขนส่ง การใช้ประโยชน์ที่ดินที่แตกต่างอย่างมาก เป็นต้น ดังนั้นหากไม่มีการประสานและไม่มีแผนรองรับย่อมส่งผล กระทบต่อการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลโดยรอบ
กรุงเทพฯ มหานครแห่งเอเชีย
อย่างไรก็ดี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองสำคัญ โดยส่งเสริมให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองศูนย์กลางการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ ศูนย์กลางด้านการศึกษา การบริการด้านการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีการสื่อสารและระบบคมนาคมมาตรฐานสูง
ขณะเดียวกันกำหนดให้พัฒนาเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลางการบริการ ธุรกิจและพาณิชย์ ศูนย์กลางการขนส่งและ โลจิสติกส์ ศูนย์บริการด้านสุขภาพและการศึกษา และเมืองที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ การดำเนินการต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี ได้กำหนดวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 กรุงเทพฯ มหานครแห่งเอเชีย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและวางผังให้ สอดรับการพัฒนาเมืองและพื้นที่รอยต่อให้เหมาะสม แม้ว่ากฎหมายผังเมืองไม่หมดอายุก็ตาม แต่ก็ต้องประเมินทุก 5 ปี หากเห็นว่าพื้นที่มีการเปลี่ยนสามารถแก้ไขปรับปรุงผังเมืองรวมได้ และประกาศเป็นกฎกระทรวงใช้บังคับต่อเนื่องต่อไป ซึ่งขณะนี้ จ.นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้เริ่มดำเนินการแล้ว
ขณะเดียวกัน กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการจัดทำร่างผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดให้ปี 2580 ภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะพัฒนาสู่การเป็นมหานครระดับโลก ที่มีบทบาทเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ภูมิภาคเอเชียและทวีปอื่นในโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าร่างดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2561
แนวโน้มเมืองใน 20 ปี
จากการศึกษาพบว่าในปี 2580 กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีประชากรอยู่อาศัย รวมทั้งประชากรแฝงเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 18 ล้านคน โดยจังหวัดปริมณฑลจะมีอัตราการเติบโตในทุกจังหวัด ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ในภาวะทรงตัว ทั้งนี้คาดการณ์ว่าประชากรสูงอายุจะมีจำนวนเกิน 5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2 ล้านคน หรือมีสัดส่วนอยู่ราว 28.5% ของประชากรทั้งหมด
อีกทั้งการที่ภาคมหานครมีนักท่องเที่ยวเกิน 135.38 ล้านคน/ปี ทำให้มีความจำเป็นต้องเตรียมการให้บริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ นอกจากนี้ยังพบว่า ภาคมหานครจะมีพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น 14.98% และพื้นที่อุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 8.39% ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมจะลดลง 10.49% จากพื้นที่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ จากการเปิดรับฟังความคิดเห็น ทั้ง 7 จังหวัดนั้น พบว่าแต่ละจังหวัดมี บริบทแตกต่างกัน เช่น จ.นครปฐม มีบริบทในด้านพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี ศูนย์กลาง ด้านการศึกษา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ โลจิสติกส์ แต่ได้อิทธิพลของระบบขนส่งมวลชนทางราง ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค-หนองแขม) และรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน- ศาลายา) ที่จะเชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ กับนครปฐม นอกจากนี้ยังมีทางพิเศษศรีรัช-วงแหวน และโครงการถนนวงแหวนรอบที่ 3
ส่วน จ.สมุทรปราการ มีบทบาทการเป็นย่านอุตสาหกรรมและแหล่งที่พักอาศัยที่ สำคัญด้วยอิทธิพลจากรถไฟฟ้าสายสีเชียว (อ่อนนุช-แบริ่ง) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) การส่งเสริมการท่องเที่ยว และประเด็น "บางกระเจ้า" พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ที่สุดในกลุ่มจังหวัดปริมณฑลที่ยังเหลืออยู่ เป็นต้น ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาจะจัดประชุมคณะทำงานร่วมในแต่ประเด็นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางด้านผังเมืองที่สอดคล้องกัน
ทิศทางการพัฒนาเมือง
การเปลี่ยนแปลงของเมืองส่งผลให้การใช้ประโยชน์ที่ดินย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ต้องมีการบูรณาการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในร่างผังภาคฯ มีแนวคิดสร้างเมืองวงแหวนศูนย์กลาง เช่น พื้นที่ชั้นใน (วงแหวนรัชดา) เป็นพื้นที่รองรับธุรกิจการเงินการธนาคารและเศรษฐกิจระดับนานาชาติ
พื้นที่ชั้นในเขตถนนวงแหวนรอบที่ 2 (กาญจนาภิเษก) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดีพาณิชยกรรมระดับภูมิภาคและเมือง สำหรับพื้นที่ระหว่างถนนวงแหวนรอบที่ 2 กับรอบที่ 3 เป็นพื้นที่รองรับการเกิดน้ำท่วม โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อความมั่นคง ส่วนพื้นที่รอบนอกเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่ฐานการผลิต การค้าและอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของกรุงเทพฯ ได้มีการเสนอให้สร้างเมืองบริวารที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเพื่อเป็นแหล่งงานใหม่ในพื้นที่ปริมณฑลรอบนอก ส่วนการแก้ปัญหาการเติบโตของเมืองอย่างไร้ทิศทางนั้น เสนอให้วางระบบเมืองตามหลักการเมืองศูนย์กลางและเมืองบริวาร เช่น กำหนดพื้นที่พัฒนาเมืองและจำกัดการขยายตัวของเมืองด้วยพื้นที่สีเขียวล้อมเมือง (Greenbelt) ทำหน้าที่ทางระบายน้ำ การกำหนดเมืองบริวารที่อยู่ในเขตพื้นที่เกษตรกรรมทั้งสองฝั่งของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นต้น
ด้านการแก้ปัญหาการป้องกันอุทกภัยและสงวนรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้แบ่งพื้นที่เมืองกับพื้นที่ชนบทด้วยทางระบายน้ำ (Floodway) ไปสู่พื้นที่แก้มลิง และพื้นที่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย ส่วนพื้นที่ด้านทิศใต้ของมหานครทำหน้าที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจการเกษตร โดยมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเชื่อมโยง กับพื้นที่ประเภทเดียวกับในจังหวัดข้างเคียงกลายเป็นเครือข่ายพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ดี เมื่อโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่เกิดส่งผลให้การใช้ประโยชน์ที่ดินตลอดแนวเส้นทางที่พาดผ่านเปลี่ยนเมืองต้องปรับตัวรองรับ ดังนั้นประเด็นหนึ่งที่ควรคำนึงนั่นก็คือการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยเฉพาะรอบสถานีรถไฟฟ้า โดยเห็นว่าควรเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) อยู่ที่ 3-5:1 ให้ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ และไม่ให้เกิดการใช้ที่ดินแบบกระจุกตัว ขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่รอยต่อกับกรุงเทพฯ ต้องสมดุล
การจะตีกรอบการพัฒนาสิ่งสำคัญ บริบทเมืองต้องชัดเจน และต้องมีการสร้างภาคีเครือข่ายวางผังในอนาคตร่วมกันเพื่อให้เป็นเมืองไร้รอยต่อ







