
กระบือเผือก กับชีวิตต้องสู้
ถาวร หลีกภัยกระบือเผือกเกิดขึ้นที่บ้านท่ากระบือได้อย่างไร ฟังผมเล่า... บ้านท่ากระบือเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในเขตชุมแพ ขอนแก่น ที่การเข้าถึงหมู่บ้านในปี 2510 นั้นทำได้โดยทางเกวียนและเดินเท้าเท่านั้น แม้แต่รถแข็งแกร่งอย่างรถแลนด์โรเวอร์ก็ไม่สามารถเข้าถึงหมู่บ้านนี้ได้
ถาวร หลีกภัย
กระบือเผือกเกิดขึ้นที่บ้านท่ากระบือได้อย่างไร ฟังผมเล่า... บ้านท่ากระบือเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในเขตชุมแพ ขอนแก่น ที่การเข้าถึงหมู่บ้านในปี 2510 นั้นทำได้โดยทางเกวียนและเดินเท้าเท่านั้น แม้แต่รถแข็งแกร่งอย่างรถแลนด์โรเวอร์ก็ไม่สามารถเข้าถึงหมู่บ้านนี้ได้
หมู่บ้านท่ากระบือ เป็นหมู่บ้านที่ถูกเลือกให้เป็นที่ที่จะสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ จึงมีโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่ผมกับทีมคนเยอรมันจะต้องเข้าไปทำการสำรวจ ปกติการที่จะเข้าถึงแคมป์ที่หมู่บ้านท่ากระบือจะต้องใช้รถแทรกเตอร์เดินลุยนำหน้าไปก่อน เพื่อเปิดทางให้รถแลนด์โรเวอร์วิ่งตามเข้าไปได้ แต่เมื่อเข้าฤดูฝนไม่ว่ารถประเภทใด จะไม่สามารถสัญจรไปมาได้อีก เพราะพื้นถนนจะเป็นแต่หล่มโคลน
วันหนึ่งกลางปี 2511 เพื่อนคนหนึ่งของมิสเตอร์ Balzer คนเยอรมันได้เดินทางจะมาที่แคมป์ท่ากระบือ ซึ่งผมกับมิสเตอร์ Balzer จะต้องไปรับและพามาที่แคมป์ และเนื่องจากถนนรถยนต์ใช้การไม่ได้แล้ว จึงต้องเดินอย่างเดียวเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
การเดินกลับมาที่แคมป์ผมกับมิสเตอร์ Balzer และเพื่อนฝรั่งได้เดินลัดตัดทุ่งนากันมาได้ครึ่งทาง ก็พอดีเกิดฝนตกหนัก จนเป็นเหตุให้ฝรั่งเพื่อนมิสเตอร์ Balzer ซึ่งกลัวเสื้อผ้าเปียกถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกหมด ไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน
ฝรั่งเพื่อนมิสเตอร์ Balzer ถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นรวมทั้งกางเกงใน ใส่ลงในถุงพลาสติกเทินไว้บนหัวแล้วเดินโทงๆ ลัดทุ่งนาไป โดยมีมิสเตอร์ Balzer กับผมเดินตามก้น นึกภาพย้อนกลับไปพะอืดพะอมยังไม่หาย
บ้านท่ากระบือของชุมแพขอนแก่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ฝรั่งตัวเป็นๆ ชาวบ้านก็คงไม่เคยเห็นมาก่อน จะมีก็แต่ควายอยู่ตามทุ่งนา ที่ชื่อหมู่บ้านก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบ้านท่ากระบือ
แต่วันนั้นชาวบ้านบอกว่า เกิดเหตุมหัศจรรย์ ได้เห็นกระบือเผือกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
เรื่องนี้ต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้ว คือเหตุการณ์ในกลางปี 2511 ที่บ้านท่ากระบือ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งทำให้ผมหวนคิดถึงชีวิตต้องสู้ของนักธรณีวิทยา ในครั้งที่ผมกับมิสเตอร์ Balzer ต้องออกไปรับเพื่อนของมิสเตอร์ Balzer วิศวกรชาวเยอรมัน ที่มาจากบริษัท Polysius และเราเดินฝ่าสายฝนกลับแคมป์มาด้วยกัน
แคมป์หรือที่พักของเราที่บ้านท่ากระบือ ตั้งอยู่ฝั่งคลองตรงข้ามที่น้ำกำลังไหลเชี่ยว และเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงที่พักได้ก็คือ ต้องว่ายน้ำข้ามไป
คลองมีขนาดกว้างประมาณ 20 เมตร นับว่ากว้างสำหรับผม คนว่ายน้ำไม่เก่ง
มิสเตอร์ Balzer กับเพื่อนวิศวกรของเขาซึ่งเป็นตาชีเปลือยในตอนที่แล้วว่ายน้ำเก่งทั้งคู่ และเป็นผู้ว่ายก่อนถึงฝั่งตรงหน้าได้อย่างไม่มีปัญหา ฝรั่ง 2 คน เมื่อว่ายข้ามไปได้แล้ว ก็ยืนคอยเอาใจช่วยผมอยู่ฝั่งตรงข้าม
ส่วนผมจำได้ว่า ได้ยืนพิจารณาความเชี่ยวของสายน้ำอยู่นาน ทีเดียว
ผมยืนพิจารณาความเชี่ยวของสายน้ำประกอบกับความสามารถของตัวเองว่าเมื่อลงไปว่ายแล้วจะต้องประคองตัวตามน้ำอย่างไร โดยให้น้ำช่วยพัดพาไป และจะเลยจุดเป้าหมายที่ต้องขึ้นฝั่ง คลองตรงข้ามไปอีกไกลแค่ไหน จะต้องคิดคำนวณและต้องพยายามเอาตัวรอดให้ได้
และเมื่อผมว่ายน้ำเอาตัวรอดมาได้ในคราวนั้นแล้ว ทำให้ผมต้องนึกถึงเพื่อนนักธรณีวิทยาคนหนึ่ง คือคุณวันชัย นิตยวรรณ
คุณวันชัย รับราชการอยู่กองธรณี กรมทรัพยากรธรณี และเป็นนักธรณีวิทยารุ่นที่ 7 จบหลังผม 2 ปี ได้จมน้ำตาย ขณะสำรวจหินในลำห้วยแห่งหนึ่ง ที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน
ทั้งๆ ที่คุณวันชัย เคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมสันนิษฐานว่าคุณวันชัยน่าจะเป็นตะคริว
นักธรณีวิทยา ที่ทำงานในภาคสนาม บางครั้งก็ต้องพบกับอุปสรรคจากธรรมชาติอย่างคาดไม่ถึง และอาจถึงแก่ชีวิตดังที่ได้เล่ามานี้ n







