โซเชียลเน็ตเวิร์ก โลกแห่งการ 'มโน'
เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ, เอพี, รอยเตอร์สทุกอย่างมีสองด้านเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหน และเลือกใช้อย่างไร สุข-ทุกข์ จริง-ลวง เมื่อโลกโซเชียลเบ่งบานก็อาจทำให้เผลอไผล ใหลหลง สร้างภาพจนกลายเป็นหลอกตัวเอง มโนเก่ง เบ่งเต็มโซเชียล จนถือว่าป่วยหรือไม่ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองที่เคลิ้มไปกับโลกอินเทอร์เน็ตจนลืมโลกแห่งความเป็นจริงไปบางชั่วขณะก็เป็นไปได้ หรือถ้าเผลอไผลไปกับโลกโซเชียลจนกลายเป็นปมทางจิตไปนิดๆ หรือเปล่า
เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ, เอพี, รอยเตอร์ส
ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหน และเลือกใช้อย่างไร สุข-ทุกข์ จริง-ลวง เมื่อโลกโซเชียลเบ่งบานก็อาจทำให้เผลอไผล ใหลหลง สร้างภาพจนกลายเป็นหลอกตัวเอง มโนเก่ง เบ่งเต็มโซเชียล จนถือว่าป่วยหรือไม่ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองที่เคลิ้มไปกับโลกอินเทอร์เน็ตจนลืมโลกแห่งความเป็นจริงไปบางชั่วขณะก็เป็นไปได้ หรือถ้าเผลอไผลไปกับโลกโซเชียลจนกลายเป็นปมทางจิตไปนิดๆ หรือเปล่า
University of Missouri Columbia เคยมีการตั้งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพบว่าไม่ถึงกับเป็นโรค แต่มันคือความอิจฉา ทั้งที่อีกคนหนึ่งอาจไม่ได้จะอวดมากมายอะไร แต่แค่อัพโหลดรูปในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่ตามอ่านชีวิตของอีกคน แทนที่จะแชร์เรื่องราวของ ตัวเอง พอไปเห็นมื้อเย็นที่หรูหราประหนึ่งว่าออกมาจากคู่มือทำครัวของป้า Martha Stewart แบบนั้นเลย
จริงๆ เขาอาจแค่อยากแชร์ชีวิตประจำวันที่ผสมกับความภูมิใจเล็กๆ เพราะเขาก็คงอยากอวดชีวิตประจำวันที่ออกจะพิเศษอยู่สักหน่อยให้โลกได้รู้ ทว่ามันก็เป็นแค่การเล่าเรื่องวันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจริงบนพื้นที่ไดอารี่ หรือ เฟซบุ๊กของเขา แต่คนที่อ่านแล้วคลั่งถึงขั้นอิจฉา แต่ก็ยังตามอ่านไม่หยุด
ต้องเคารพตัวเอง
ดังนั้น ความเคารพตัวเองของคนที่ตามอ่านอาจจะอยู่ในระดับที่อาจจะต่ำลงไปสักนิด แน่นอนว่าเราทุกคนก็มีฟอลโลว์คนที่มีชีวิตเหนือกว่า เก่งกว่า รวยกว่า แต่ควรจะรู้สึกดีที่ได้เห็นหรืออย่างน้อยสุดก็คือเฉยๆ เพราะ เฟซบุ๊กคือช่องทางในการเรียนรู้ว่าทำไมเขาจึงมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ โดยที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการอ่านด้วยนะ คำสอนในศาสนาพุทธที่ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ชัดมากมายในเฟซบุ๊กทุกวันนี้
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของผู้ที่ชอบโพสต์ก็แบบว่าสวย หรู ดูดี ดั่งสรรค์สร้างจนเกินจริงเป็นโรคหลอกตัวเอง มโนลงโซเชียลไปวันๆ หลอกฝันทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ก็ทำให้เห็นไลฟ์สไตล์ของคนรอบข้างตัวเรากันมากขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่มีทั้งภาพลวงตาและเรื่องจริงที่จะดูให้ออกก็ยาก จะฟันธงภาพลักษณ์ของคนนั้นๆ ก็ลำบาก เพราะบางคนอาจมีอาการที่ไม่ปกติ ประเภทชอบมโนเรื่องนั้นเรื่องนี้ เผยแต่แง่ดีๆ ของตัวเองโพสต์ลงโซเชียล ทำเอาคนอ่านแอบเพลียกันบ่อยๆ หรืออาการชอบแต่งเรื่องให้ตัวเองดูดี มโนนี่ก็ชนะเลิศจะเข้าข่ายนิสัยของเรานิดหน่อย งั้นลองมาทำความรู้จักโรคหลอกตัวเองพร้อมกับสำรวจอาการของเรากันเลย
โรคหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง ที่ในวงการจิตวิทยาเรียกว่า Pathological Liar คืออาการผิดปกติทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยพูดโกหกได้เรื่อยๆ โดยจุดประสงค์ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือมีความต้องการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
จากการศึกษาทางจิตวิทยาของคณะจิตเวชศาสตร์ Chandigarh University ประเทศอินเดียพบว่าโรคหลอกตัวเองมักจะมีจุดเริ่มต้นจากการแต่งเรื่องหลอกตัวเอง เพื่อหลบหนีความจริงที่ไม่อยากรับรู้ จึงสร้างเรื่องหลอกตัวเองซ้ำๆ กระทั่งเข้าใจว่าเรื่องที่มโนขึ้นมานั้นเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต ซึ่งนอกจากการศึกษาชิ้นนี้แล้ว ในทางจิตวิทยายังระบุไว้ว่าอาจมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหามาตั้งแต่เด็กๆ เคยการถูกกระทำชำเรา ถูกทำร้ายร่างกาย หรือบังคับขืนใจในบางเรื่อง มีความผิดปกติทางประสาท เช่น ความพิการทางสมอง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลข้างเคียงจากโรคยั้งใจไม่ได้ มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งอาจมีอาการของโรคชอบขโมยของ หรือโรคบ้าช็อปปิ้งร่วมด้วย หรือลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมเลียนแบบ มีอาการของโรคบุคลิกภาพแปรปรวน เช่น มีบุคลิกภาพของอันธพาล โรคหลงตัวเอง หรือโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง เป็นต้น
โรคหลอกตัวเอง
อาจจะเกิดได้ในกลุ่มคนที่ 1.ป่วยเป็นโรคจิตเวชอยู่แล้ว ประเภทนี้อาการชอบหลอกตัวเองมักมาจากการหลงผิด ซึ่งส่งผลให้มีความคิดและความเข้าใจไปตามอาการหลงผิดของตัวเอง ทำให้การเล่าความเท็จลื่นไหลเสมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ทว่าในส่วนของการเจตนาจะพูดเท็จนั้นอาจไม่มี เพียงแต่คล้อยตามความคิดหลงผิดของตัวเองไปก็เท่านั้น
2.กลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อาการป่วยโรคหลอก ตัวเองมักเกิดจากปมอันร้ายแรงในใจ เหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวเจ็บช้ำในอดีต จนไม่กล้าต่อสู้กับเรื่องราวเหล่านั้น และเป็นที่มาของการสร้างเรื่องราวเท็จขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น และทำเช่นนี้บ่อยๆ จนเกิดความเคยชินในการหลอกตัวเอง
3.กลุ่มที่มีปัญหาด้านบุคลิกภาพ กลุ่มนี้จัดว่าเป็นนิสัยที่ชอบโกหก ชอบพูดเท็จโดยกมลสันดาน ซึ่งหากไม่คิดกลับตัวกลับใจ นิสัยชอบหลอกตัวเองและโกหกผู้อื่นอาจติดตัวไปตลอดชีวิตเลยก็ได้
ใช้โซเชียลอย่างมีสติ
แต่ถึงขั้นจะต้องบำบัดหรือไม่ นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า แม้การโกหกจะเป็นหนึ่งในวิธีเอาตัวรอดที่ติดมากับสัญชาตญาณมนุษย์ ทว่าเราสามารถจำแนกผู้ป่วยโรคหลอกตัวเองออกมาได้ไม่ยาก โดยผู้ป่วยโรคหลอกตัวเองมักจะพูดเท็จ มโนเก่งอยู่เรื่อยๆ ชนิดที่ไม่สนใจว่าเรื่องที่โกหกออกมานั้นจะผิดหรือถูก หรือพูดง่ายๆ ว่าผู้ป่วยได้สร้างโลกใบใหม่ของตัวเองขึ้นมา และจินตนาการความอยากจะเป็นไว้ในโลกส่วนตัวใบนั้นเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนว่าผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตัวเองแสดงออกหรือพูดออกมาคือเรื่องหลอกลวงทั้งเพเลย หรือเราอาจสังเกตอาการโกหกด้วยสัญญาณต่อไปนี้ร่วม ด้วยก็ได้ คือพูดไปยิ้มไป แต่เป็นยิ้มหลอกๆ ที่สามารถจับสังเกตได้ หรือพูดด้วยสีหน้านิ่งเกินเหตุ มักจะเคลื่อนไหวศีรษะน้อยหรือเร็วเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ คล้าย กำลังพูดด้วยอาการเกร็ง หายใจถี่และแรงขึ้น ยืนนิ่ง มีอาการเกร็งอย่างเห็นได้ชัด พูดติดๆ ขัดๆ เนื้อความ ซ้ำไปซ้ำมา ใช้มือแตะหรือจับที่ปากขณะที่พูด ย่ำเท้า ซ้ำๆ หรือขยับตัวบ่อยมาก อธิบายเรื่องยาวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
คุณหมอ กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วที่ทั้งผู้ที่ชอบโพสต์และผู้ที่ชอบตามอ่าน ก็ถือว่าอาจจะแค่ชอบอวดธรรมดา ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดปกติหรือเป็นโรค มันเป็นเทรนด์ไปทั่วโลก เพราะบางคนมันก็เป็นชีวิตจริงของเขา ที่ต้องระวังคืออวดเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องบ้านรถ ที่มากเกินไปจนอาจเกิดอันตราย หรือถึงขนาดไปยืมเงินคนมาซื้อ ของโชว์ หรือเก็บเงินทั้งเดือนเพื่อจะได้กินมื้อหรูถ่ายขึ้นเฟซ นี่ก็เกินตัวไปแล้ว
"ขณะที่คนดูก็อย่าไปขุ่นมัว หมั่นไส้ ชอบก็กดไลค์ ไม่ชอบก็เฉยๆ ไปซะ ถ้ารู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ เห็นเขารวยแล้วเป็นทุกข์ ก็อาจจะเล่นเฟซให้น้อยลง จำกัดแต่ ในวงเพื่อนสนิทจริงๆ ตั้งสติเตือนตัวเองดูแล้วให้ผ่านไป อย่าไปหลงประเด็น จะเกิดทุกข์ทั้งสองด้านทั้งคนโพสต์และคนดู เล่นเฟซอย่างมีสติ อย่าไปเป็นเหยื่อทางอารมณ์ แต่ถ้าเกิดความทุกข์จนเดือดร้อนใจก็อาจจะต้องพบจิตแพทย์"
แนวทางการรักษาโรคหลอกตัวเองก็มีให้เลือกอยู่เหมือนกัน แต่การรักษามักจะติดขัดตรงที่ผู้ป่วยไม่ยอมรับความป่วยของตัวเอง หรือไม่ยอมก้าวออกมาจากโลกมโน ซึ่งเคสนี้ก็ควรต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของจิตแพทย์ และกำลังใจจากคนรอบข้าง ที่จะช่วยชักจูงให้เขายอมบำบัดรักษาด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- ว่ากล่าวตักเตือน ในกรณีที่ผู้ป่วยยังเป็นเด็ก อาจให้การรักษาได้ด้วยวิธีการว่ากล่าวตักเตือนเมื่อเขาโกหก ควรได้รับคำแนะนำจากจิตแพทย์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
- ความคิดและพฤติกรรมบำบัด ค่อยๆ ปรับทัศนคติและความคิดของผู้ป่วย โดยจิตแพทย์อาจหาเหตุผลที่แท้จริงของการหลอกตัวเองให้เจอก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ แก้ปมนั้นๆ ดึงเขากลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
- ยา ในส่วนผู้ป่วยโรคหลอกตัวเองที่มีสาเหตุมาจากอาการทางจิต หรือความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง เคสนี้แพทย์อาจสั่งยารักษาไปตามอาการที่ผู้ป่วยเป็น
เห็นได้ชัดว่าอาการมโนจนเตลิดของใครหลายๆ คนก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่อาจเกิดมาจากอาการป่วยโรคหลอกตัวเองอยู่ก็ได้ ดังนั้นหากพบว่าตัวเองเข้าข่ายผู้ป่วยอยู่บ้าง การเข้าพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยปรึกษาก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือจะโทรมาที่สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง เพื่อปรึกษาเบื้องต้นก็ได้ n


