
สหรัฐลดขาดดุลยาก ถกแก้การค้ายังไม่เห็นผล
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ นับตั้งแต่ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ความต้องการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐเป็นประเด็นที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญลำดับแรกๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการขู่ตั้งกำแพงภาษี เปิดฉากสอบสวนประเทศต่างๆ ที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐ รวมไปถึงการผลักดันรื้อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
นับตั้งแต่ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ความต้องการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐเป็นประเด็นที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญลำดับแรกๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการขู่ตั้งกำแพงภาษี เปิดฉากสอบสวนประเทศต่างๆ ที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐ รวมไปถึงการผลักดันรื้อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้
รัฐบาลทรัมป์มองว่า การใช้มาตรการกดดันต่างๆ รวมถึงการรื้อข้อตกลงใหม่เพื่อเจรจาให้สหรัฐได้รับผลประโยชน์ทางการค้ามากยิ่งขึ้นนั้น จะสามารถช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 3.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 อย่างไรก็ดี การดำเนินการ ดังกล่าวเป็นเพียงแค่การสร้างแรงกดดันให้กับประเทศที่เกินดุลการค้า กับสหรัฐเท่านั้น ยังไม่ใช่หนทาง ที่ยั่งยืนสู่การแก้ปัญหาดุลการค้า
สำหรับกรณีจีน ซึ่งขาดดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดถึง 3.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 ถือได้ว่ามีความคืบหน้ามากที่สุดในการแก้ปัญหาดุลการค้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เห็นได้จากการที่รัฐบาล ทั้งสองประเทศ ตกลงพ้องเดินหน้าแผนการเจรจาการค้า 100 วัน เพื่อหวังแก้ปัญหา ซึ่งในระยะแรกๆ นั้น จีนยอมให้ความร่วมมือลดแรงกดดันด้วยการเปิดตลาดให้ภาคธุรกิจสหรัฐมาก ยิ่งขึ้น รวมถึงการกลับไปนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐอีกครั้ง
ทว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวยัง นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ยังไม่ช่วย ผลักดันการลดการขาดดุลการค้ากับจีนของสหรัฐ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่แตะปัญหาในส่วนที่สำคัญกว่า เช่น การผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมเกินปริมาณของจีน การอุดหนุนรัฐวิสาหกิจในประเทศ และการที่สหรัฐปฏิเสธขายเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับจีน
จากการที่ไม่สามารถตกลงร่วมมือกันได้ในประเด็นดังกล่าวในการเจรจาล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐเริ่มใช้ไม้แข็งด้วยการเปิดฉากตั้งกำแพงภาษีสินค้าในกลุ่มอะลูมิเนียมฟอยล์จากจีน ที่อัตรา 16.56-80.97% หลังพบว่า สินค้าประเภทดังกล่าวได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาลจีน
ในเรื่องการแก้ความไม่ลงตัวเรื่องสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น ทรัมป์เลือกจัดการโดยใช้อำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 สั่งสอบกรณีจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคาดว่าจะเปิดทางให้ทรัมป์สามารถตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มดังกล่าวได้
ทั้งนี้ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา สหรัฐขาดดุลการค้าในสินค้าประเภทเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด คิดเป็น 24% ของการขาดดุลทั้งหมดอยู่ที่ 1.70 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.6 ล้านล้านบาท) โดยสหรัฐขาดดุลสินค้าประเภทดังกล่าวกับจีนไป 1.44 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) แม้ว่าจีนซื้อสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปเพียง 4% โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการขาดดุลคือในขณะนี้สหรัฐยังไม่มีมาตรการภายในที่มีประสิทธิภาพพอในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดย แกรี ล็อก อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศจีน เปิดเผยว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สหรัฐได้อนุมัติการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี 40 ประเภทไปยังจีน โดยไม่ได้กำหนดให้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
นักวิเคราะห์หลายรายวิตกว่า หากยิ่งสหรัฐใช้มาตรการภาษีหรือดำเนินการบีบจีนมากกว่าเดิม ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มมากขึ้น จนอาจทำให้จีนสรรหามาตรการกลับมาตอบโต้เช่นกัน จนเกิดผลเสียต่อบรรดาธุรกิจสหรัฐที่มีฐานการผลิตในจีน และธุรกิจค้าปลีกที่นำเข้าสินค้ามาจากจีน ขณะที่ผลกระทบเสี่ยงขยายขอบเขตไปยังผู้บริโภคที่เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับกรณีเกาหลีใต้ที่การเจรจาแก้ไขเอฟทีเอล่มไปเมื่อไม่นานนี้ โดยไม่มีการระบุวันเจรจานัดถัดไป ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนข้อตกลงการค้ายังไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาดุลการค้าระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ หลังสหรัฐกล่าวหาว่านับตั้งแต่ทำ เอฟทีเอเมื่อปี 2012 สหรัฐขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นถึง 200% มาอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.9 แสนล้านบาท) ในขณะนี้
คิมซูจิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันวิจัยอูรี ไฟแนนเชียล รีเสิร์ช ระบุว่า ฝั่งสหรัฐมองว่าควรมีการ แก้ข้อตกลงเอฟทีเอในด้านการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์และเหล็ก ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้มากที่สุด อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากสมาคมการค้าระหว่างประเทศของเกาหลีใต้กลับสวนทาง กับข้อกล่าวหาของสหรัฐ
มูลค่าการส่งออกสินค้าจากสหรัฐมายังเกาหลีใต้ลดลง 0.03% อยู่ที่ 4.23 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 14 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 จาก 4.35 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 14.5 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2011 โดยข้อมูลดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าปัญหาขาดดุลการค้า ของสหรัฐกับเกาหลีใต้ ไม่ได้มาจาก เนื้อความของข้อตกลงเอฟทีเอ
ก่อนหน้านี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยเมื่อเดือน ก.ค.ว่า แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างยั่งยืนของสหรัฐคือ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยต้องมีการปฏิรูปนโยบายเพื่อเพิ่มปัจจัยสนับสนุนการทำธุรกิจ
แน่นอนว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และสหรัฐไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือกับบรรดาประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย โดยต้องมีการเจรจาเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลักดันการเปิดภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็น สิ่งที่ต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
แต่ในขณะนี้การรื้อข้อตกลง เอฟทีเอเพื่อหวังปรับเงื่อนไขให้สหรัฐ ได้เปรียบทางการค้ามากขึ้น รวมถึง ไปถึงการใช้มาตรการภาษี หรือการดำเนินการกดดันอื่นๆ จึงจะยิ่งทำให้สหรัฐห่างไกลจากการแก้ปัญหาดุลการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ n







