
โอกาสดีที่เอกชน ควรลงทุน
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประเทศไทยหยุดพัฒนาประเทศจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เป็นการเสียโอกาสไปมาก เมื่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาก็พยายามเดินหน้าในการพัฒนาประเทศเน้นการสร้างเสถียรภาพและเพิ่มศักยภาพเติบโตในระยะยาว
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ประเทศไทยหยุดพัฒนาประเทศจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เป็นการเสียโอกาสไปมาก เมื่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาก็พยายามเดินหน้าในการพัฒนาประเทศเน้นการสร้างเสถียรภาพและเพิ่มศักยภาพเติบโตในระยะยาว
เป็นที่สังเกตได้ว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีแรกที่เข้ามาเศรษฐกิจโต 0.8% จากนั้นการเติบโตต่อเนื่องเป็น 2.8% ในปี 2558 จีดีพีเติบโต 3.2% และปี 2559 จีดีพีเติบโต 3.3% สำหรับในปีนี้กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ 3.5-3.6% ซึ่งเป็นอัตราเติบโตค่อนข้างมั่นคงและต่อเนื่อง
ดังนั้น ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพราะรัฐบาลได้เริ่มมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชาติในหลายๆ ด้าน ที่คนไทยกันเองอาจมองไม่เห็น แต่ต่างประเทศมองเห็นและแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนสร้างโอกาสในประเทศไทย
สำหรับสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน คือ ทำในสิ่งที่เราขาดมานาน ได้แก่ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคม ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศ 3 ด้าน คือ 1.เติมเต็มระบบคมนาคมของไทยให้เชื่อมโยงเพื่อนบ้านเพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางของซีแอลเอ็มวี
2.เพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในองค์รวม ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ ทำให้ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้
และ 3.ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ ซึ่งมีความคุ้มค่าและมีผลตอบแทนกลับสู่ประเทศสูง
นอกจากนี้ รัฐบาลพยายามกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศให้เกิดขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันล้าหลังไปเพราะไม่ได้ลงทุนที่พัฒนาอะไรใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี แต่กลับพึงพอใจแล้วกับการลงทุนเมื่อ 10 ปีก่อนที่มองว่าเพียงพอที่จะส่งออกได้ แต่ในขณะนี้จะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ส่งออกได้ดีกว่าและถูกกว่าไทย ต้องกลับมามองตัวเองว่าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลงหรือไม่
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายลงทุนในอุตสาหกรรม 10 กลุ่ม ซึ่งได้จ้างบริษัทให้ทำการวิจัย 2 เรื่อง คือ ดูอนาคตของโลกไปทางไหน และดูความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ว่าเรามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร นั่นจึงเป็นที่มาของ 10 อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นเป้าหมายจะให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (New Growth Engines) ของประเทศ จะประกอบด้วย กลุ่ม 5 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5.อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมในอนาคต (New S-curve) ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 2.อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 3.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 4.อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 5.อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
เพื่อดึงการลงทุนจึงมีนโยบายพัฒนาเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งมีประโยชน์ 2 อย่าง คือ สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากปกติ โดยมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในการลงทุนหรือพัฒนาบุคลากร และอีกด้านคือเพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน ที่จะมีคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปพัฒนาประเทศให้เติบโต
ทั้งนี้ หลายประเทศสนใจอีอีซี และสนใจใช้ไทยเป็นฮับของอาเซียนและซีแอลเอ็มวีที่เราได้เปรียบจากภูมิศาสตร์ นอกจากนี้จะพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นเหมือน นอร์เธอร์ดาม ศูนย์กลางท่าเรือ รวมทั้งขยายสนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลางการบิน เช่น ศูนย์ซ่อมอากาศยาน หากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เกิดเปลี่ยนเทคโนโลยีไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ก็สามารถนำอะไหล่หรือชิ้นส่วนไปใช้ในอากาศยานได้
การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายถึงการลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะคนได้ประโยชน์คือบริษัทขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยเหลือบริษัทขนาดเล็ก จึงมีมาตรการภาษีเข้ามาสนับสนุน
ต้องยอมรับว่า ในการใช้งบประมาณระหว่างการลงทุนโครงการใหญ่ และการสนับสนุนประชาชนฐานราก ใช้จำนวนเงินใกล้เคียงกัน แต่ผลที่ออกมา งบเพื่อการลงทุนนั้น บริษัทใหญ่สามารถต่อยอดการเติบโต ของตัวเองได้ดีกว่า ส่วนงบที่ใช้ช่วยเหลือประชาชนฐานราก กลับมีผลกับความเป็นอยู่น้อย เพราะส่วนใหญ่เอาเงินไปบริโภคหมดไม่สามารถต่อยอดได้
เราหวังว่าบริษัทใหญ่จะมาช่วยดึงให้คนฐานรากมีความสามารถพัฒนาตัวเอง ลดความเหลื่อมล้ำได้ในที่สุด ซึ่งความเหลื่อมล้ำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องให้ทุกคนรวยเท่ากัน แต่ส่งเสริมให้คนที่มีกำลังไปช่วยให้คนฐานรากเก่งขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น n







