
เศรษฐกิจฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนฟื้นตาม
นันทิยา วรเพชรายุทธเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะดูจากอัตราการว่างงานที่ลดลงแตะ 4.3% หรือตัวเลขมหภาคอย่างจีดีพีที่ขยายตัวได้ 2.6% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ขยับขึ้นจากที่เติบโตได้ 1.2% ในไตรมาสแรก
นันทิยา วรเพชรายุทธ
เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะดูจากอัตราการว่างงานที่ลดลงแตะ 4.3% หรือตัวเลขมหภาคอย่างจีดีพีที่ขยายตัวได้ 2.6% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ขยับขึ้นจากที่เติบโตได้ 1.2% ในไตรมาสแรก
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเหมือนเงาตามตัวก็คือ "หนี้ครัวเรือน" ซึ่งภาวะนี้ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศฝั่งเอเชียมาก่อน อาทิ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย กำลังเริ่มขยายตัวขึ้นอย่างน่าจับตาในฝั่งสหรัฐและยุโรปในวันนี้
ในการเปิดเผยข้อมูลหนี้ผู้บริโภคของสหรัฐเดือน มิ.ย. พบว่า หนี้ครัวเรือนของชาวอเมริกันขยายตัวลดลง อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.12 แสนล้านบาท) ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.08 แสนล้านบาท)
แม้จะเป็นอัตราการขยายตัวที่ ลดลง ทว่าเมื่อเข้าไปดูรายละเอียดจะพบว่า วงหนี้โดยรวมกลับมีมูลค่าทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ อยู่ที่ 3.86 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 128.3 ล้านล้านบาท) หรือแซงหน้าทุบสถิติเดิมในช่วงวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสปี 2008 ไปเรียบร้อย โรงเรียนทรัมป์แล้ว ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมสินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัย
นอกจากหนี้ครัวเรือนในภาพรวมจะทำสถิติใหม่แล้ว เมื่อแยกย่อยไส้ในออกมายังพบด้วยว่า ส่วนของหนี้สินหมุนเวียน (Revolving debt) ซึ่งนำโดยหนี้บัตรเครดิตนั้น มีมูลค่ารวมขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดรอบใหม่เช่นกันที่ 1.027 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 34.14 ล้านล้านบาท) แม้ว่าอัตราการขยายตัวในเดือน มิ.ย. จะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าก็ตาม
ระดับหนี้ครัวเรือนที่กลับมาพุ่งสูงอีกครั้งนับแต่ช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมานั้น ทำให้สหรัฐต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเร่งตีความออกมาว่า สัญญาณล่าสุดนี้ควรถือเป็น "ข่าวดี" ของการจับจ่ายใช้สอยที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเมื่อภาคการใช้จ่ายของผู้บริโภคคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ หรือเป็น "ข่าวร้าย" ที่เค้าลางของปัญหากำลังเริ่มก่อตัวขึ้น ในยามที่ภาวะดอกเบี้ยของสหรัฐกำลังมุ่งสู่ทิศทางขาขึ้นทุกขณะ
เพราะแม้ว่าปัจจุบันนี้ สหรัฐจะไม่ได้มีปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เมื่อเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ชาวอเมริกันก่อหนี้ไป เก็งกำไรในตลาดที่อยู่อาศัย แต่เนื้อในของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้แกร่งมากพอที่จะรับมือหากเกิดความผันผวนขึ้นได้มาก โดยเฉพาะเรื่องการขยายตัวของค่าแรงที่โตช้ากว่ามาก เมื่อเทียบกับอัตราว่างงานที่ลดลงต่ำสุด ในรอบ 16 ปี
สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นในฝั่ง "อังกฤษ" ด้วยเช่นกัน เมื่อธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ระบุว่า สัดส่วนของหนี้ผู้บริโภคซึ่งรวมถึงหนี้บัตรเครดิต ขยายตัวขึ้น 10% ในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมา สิ้นสุด ณ สิ้นเดือน มิ.ย.
การขยายตัว 10% อาจถืออัตราเพิ่มขึ้นที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2016 เป็นต้นมา ทว่าเมื่อดูมูลค่าวงหนี้ในภาพรวมจะพบว่า พุ่งไปทะลุ 2 แสนล้านปอนด์ (ราว 8.6 ล้านล้านบาท) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อราว 10 ปีก่อนเช่นกัน
ไม่เพียงแต่ธนาคารกลางจะแสดงความกังวลเท่านั้น แต่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ก็ออกมาเตือนเช่นกันว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณน่ากังวล เพราะมาในจังหวะที่อังกฤษกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดที่มูดี้ส์ระบุไว้ก็คือ กลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวังวนหนี้ครัวเรือนด้วยนั้น จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เนื่องจากค่าครองชีพกำลังแพงแซงหน้ารายได้ รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สวนทางกับการขยายตัวของรายได้ที่อ่อนแรงลง และจะทำให้ครัวเรือนรายได้ต่ำเหล่านี้ไม่สามารถรับมือได้หากเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจขึ้น
ที่สำคัญก็คือ การใช้จ่ายในยุคดอกเบี้ยต่ำและเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เมื่อ 10 ปีก่อนนั้น ยังสวนทางกับอัตราการออมในประเทศที่ลดลงด้วย ทำให้ทางการอังกฤษต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการควบคุมการปล่อยสินเชื่อผู้บริโภคใหม่ในกลุ่มหนี้ด้อยคุณภาพ ที่ต้องพิจารณาลูกหนี้ทั้งรายได้ ความเสี่ยง และความสามารถในการชำระหนี้คืนให้รัดกุมมากขึ้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเริ่มเห็นตัวเลขการก่อหนี้ใหม่ขยายตัวช้าลงในช่วงเดือน มิ.ย. อาทิ การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งอยู่ที่เพียง 6.4 หมื่นรายเท่านั้น หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2016
เพราะที่ผ่านมาเพียงไม่ถึง 10 ปี เราเพิ่งเห็นตัวอย่างของความ หละหลวมกับกลุ่มหนี้ซับไพรม์ จนนำไปสู่วิกฤตการณ์ลุกลามไปทั่วโลกมาแล้ว หากยังไม่เรียนรู้บทเรียนหมาดๆ ที่แผลยังไม่สมานตัวดี 100% อาจกลายเป็นวัฏจักรปัญหาเศรษฐกิจของทศวรรษใหม่ที่พลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นได้







