posttoday
ความเสี่ยงการผลิตไฟฟ้า เมื่อใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียว

ความเสี่ยงการผลิตไฟฟ้า เมื่อใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียว

24 กรกฎาคม 2560

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,000 เมกะวัตต์ โดยการผลิตไฟฟ้านั้นต้องอาศัยเชื้อเพลิงแต่ละประเภทมาใช้ในการผลิต ทั้งก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ และถ่านหิน โดยพลังงานเหล่านี้มีสัดส่วนในการใช้และต้นทุนที่แตกต่างกัน เราจึงต้องมีการจัดสัดส่วนในการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม เพื่อความยั่งยืนของพลังงานในการนำมาผลิตไฟฟ้า โดยมีปัจจัยและการพิจารณาเลือกประเภทและชนิดของเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ประกอบด้วย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร

หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,000 เมกะวัตต์ โดยการผลิตไฟฟ้านั้นต้องอาศัยเชื้อเพลิงแต่ละประเภทมาใช้ในการผลิต ทั้งก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ และถ่านหิน โดยพลังงานเหล่านี้มีสัดส่วนในการใช้และต้นทุนที่แตกต่างกัน เราจึงต้องมีการจัดสัดส่วนในการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม เพื่อความยั่งยืนของพลังงานในการนำมาผลิตไฟฟ้า โดยมีปัจจัยและการพิจารณาเลือกประเภทและชนิดของเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ประกอบด้วย

1.ความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์ พิจารณาจากราคาเชื้อเพลิง เทคโนโลยีที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

2.ความเหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม พิจารณาเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ในปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เท่ากัน

3.ความมั่นคง พิจารณาความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ต้องผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอและจัดหาได้อย่างต่อเนื่อง

4.เทคโนโลยี เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อความสำคัญปรับให้เหมาะสมกับ 3 ข้อที่กล่าวในข้างต้น และเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นควรมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าและทันสมัยกว่ารองรับ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ได้ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 70 โดยปริมาณส่วนใหญ่มาจากแหล่งก๊าซ ในอ่าวไทย ซึ่งปริมาณสำรองคาดว่าจะหมดไปในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้านี้ รองลงมา ได้แก่ ลิกไนต์และถ่านหิน รวมประมาณ ร้อยละ 20 ที่เหลือเป็นพลังงานหมุนเวียนและการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่มากเกินไป ในแผน PDP ฉบับปัจจุบัน จึงกำหนดให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักจากถ่านหินนำเข้าและพลังงานนิวเคลียร์

และจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2560 ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับแจ้งจาก ปตท.ว่า เกิดเหตุขัดข้อง ทำให้จำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18 ส่งผล ให้โรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ต้อง ปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน และต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า จะนะ เครื่องที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 766 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่าง การปรับปรุงให้ใช้น้ำมันดีเซลในการเดินเครื่องแทนก๊าซธรรมชาติ ได้ ส่งผลให้ กฟผ.ต้องเร่งปรับแผนการจ่ายไฟเพื่อให้ประชาชน ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ

เหตุการณ์นี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำเรื่องของความจำเป็นในการกระจายเชื้อเพลิงและเพิ่มเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าให้มากกว่า 1 ชนิดมากขึ้นไปอีก และทุกครั้งที่เกิดเหตุขัดข้อง หรือหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติ กฟผ.จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะบางส่วน หรือหากสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางกับภาคใต้เกิดขัดข้อง จะทำให้กระทบกับการจ่ายไฟฟ้าของภาคใต้ ดังนั้นภาคใต้จึงควรต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้ระบบไฟฟ้า ภาคใต้มีความมั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ ณ วันที่ 4 ก.ค. 2560 พบว่ามีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เวลา 19.27 น. อยู่ที่ 2,413.2 เมกะวัตต์ ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ และสำหรับความคืบหน้าของการซ่อมแซมแหล่งก๊าซ JDA-A18 พบว่าเป็นไปตามแผน มีการดำเนินการไปแล้วประมาณ 60% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 12 ก.ค. 2560 นี้

จะเห็นได้ว่าหากมีการกระจายเชื้อเพลิงไม่ใช่แต่จะเป็นการลดความเสี่ยงในการผลิตไฟฟ้า แต่จะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าด้วย สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2560 ส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติกับราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่เอามาใช้ทดแทนชั่วคราวนั้น (ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ) ซึ่ง กฟผ.ก็ต้องไปเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าโดยเป็นส่วนหนึ่งของค่าเอฟที ซึ่งปรับทุก 3 เดือน และหากเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งก็จะทำให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นนั่นเอง

"อยากให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และไม่เห็นความจำเป็นในการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ควรจะมองในจุดนี้และเข้าใจปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ การสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการให้กับคนกลุ่มใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดแบบนี้ขึ้นอีก ก็จะไม่มีความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าดับอีกต่อไป"

และนี่เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ขาดก๊าซธรรมชาติไป 400 ล้าน ลูกบาศก์ฟุต/วัน แต่ถ้าแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชหายไป 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ผลกระทบก็จะมากกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งรัฐบาล มีระยะเวลาประมาณ 1 ปี ที่จะดำเนินการเรื่องของแหล่งก๊าซเอราวัณและแหล่งก๊าซบงกช เพื่อให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมได้รับทราบ ล่วงหน้า และวางแผนได้ว่าจะลงทุนต่อหรือจะชะลอลงทุน จึงเป็น เรื่องที่รัฐบาลต้องเดินหน้าและนำข้อเท็จจริงในแง่มุมต่างๆ มาเปิดเผยให้มากที่สุด n

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่