
‘ผยง’เปิดใจกรุงไทย เจอมรสุมเอ็นพีแอล
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์สดผ่านเทเลโฟนคอนเฟอเรนซ์ เพื่อชี้แจงสถานการณ์หลายเรื่องที่รุมเร้าธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีหนี้เสียของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ที่ถูกจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอล ทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลของธนาคารพุ่งทะลุไปที่ 4.24% สูงสุดในระบบแบงก์ ทำให้กำไรของธนาคารไม่สวยเพราะในครึ่งปีต้องสำรองหนี้ก้อนนี้ถึง 1.2 หมื่นล้านบาท
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์สดผ่านเทเลโฟนคอนเฟอเรนซ์ เพื่อชี้แจงสถานการณ์หลายเรื่องที่รุมเร้าธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีหนี้เสียของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ที่ถูกจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอล ทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลของธนาคารพุ่งทะลุไปที่ 4.24% สูงสุดในระบบแบงก์ ทำให้กำไรของธนาคารไม่สวยเพราะในครึ่งปีต้องสำรองหนี้ก้อนนี้ถึง 1.2 หมื่นล้านบาท
ทางออกของ "เอิร์ธ"
ผยง ระบุว่า ยังไม่ได้เริ่มแก้ไขปัญหาหนี้ของเอิร์ธ โดยรอข้อมูลผลการตรวจสอบจาก Special Audit ที่สั่งการโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และรอคำตอบจากเอิร์ธถึงความชัดเจนว่า ได้นำเงินกู้ที่ธนาคารปล่อยไปใช้ทำอะไรบ้าง
ส่วนธนาคารเจ้าหนี้ยังไม่ได้ประชุมร่วมกัน คงรอเข้ากระบวนการฟื้นฟูก่อน แต่ในกรณีนี้จะไปถึงขั้นตอนของการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ จำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบและแนวทางของบริษัทที่ต้องมาพูดคุยกัน ซึ่งในมุมของธนาคารต้องการให้ลูกค้ากลับมาแข็งแรงเร็วที่สุดอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความชัดเจนของลูกค้าด้วย
"หลังจากเกิดกรณีดังกล่าว ลูกค้าก็ผิดนัดชำระหนี้มาทุกงวด จึงได้ตัดสินใจจัดชั้นหนี้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และตั้งสำรองครบ 100% ยอมรับว่า กรณีของเอิร์ธ เป็นเอ็นพีแอลที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้น" ผยง กล่าว
เอ็นพีแอลพุุ่งต่อในไตรมาส 3
ผยง ระบุว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลยังปรับขึ้นต่อแต่ในอัตราชะลอลง โดยคาดว่าจะปรับขึ้นสูงสุด (พีก) ในไตรมาส 3 เป็นผลจากหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีก และทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากระทบการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเกษตร ซึ่งที่พบแล้ว คือ กลุ่มโรงสี ที่มีการจัดชั้นเอ็นพีแอลในไตรมาส 2 หลายราย
อย่างไรก็ดี ธนาคารจะพยายามบริหารจัดการไม่ให้เอ็นพีแอลเกิน 4.8% โดยใช้หลายวิธีทั้งการปรับพอร์ตให้คุณภาพหนี้ดีขึ้น และการตัดหนี้สูญ (ไรต์ออฟ) ออกไป โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ธนาคารไรต์ออฟเอ็นพีแอลถึง 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ถูกทดแทนด้วยเอ็นพีแอลใหม่จากเอิร์ธ หากธนาคารไม่ได้ไรต์ออฟ อาจทำให้ตัวเลขเอ็นพีแอลของไตรมาส 2 พุ่งกว่านี้
ส่วนการตั้งสำรองในช่วงครึ่งหลังของปี ไม่คิดว่าต้องตั้งมากกว่าเกณฑ์เดิม โดยยึดหลัก 2 แกน คือ รักษาระดับอัตราสำรองต่อเอ็นพีแอลไม่ให้ต่ำกว่า 110% ขณะเดียวกัน ต้องสมดุลกับอัตรากำไรและศักยภาพของธนาคาร ซึ่งหากมีกำไรมากพอ ก็สามารถตั้งเพิ่มได้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 120%
ยอมรับเป้าสินเชื่อ 4% เหนื่อย
ผยง กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อในครึ่งปีแรก เติบโตไม่ถึง 1% จึงยอมรับว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปีเติบโต 4% ค่อนข้างเหนื่อย ซึ่งแนวทางปล่อย สินเชื่อไม่เน้นทำให้ได้ตามเป้าแล้ว แต่ยึดหลักความยั่งยืนและเสถียรภาพ
ครึ่งปีแรก สินเชื่อที่เติบโตโดดเด่น คือ สินเชื่อภาครัฐ ที่โตถึง 36% และจะโฟกัสต่อในครึ่งปีหลัง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ปล่อยกู้รัฐบาลโดยตรงผ่านการประมูลเงินกู้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ธนาคารมีส่วนแบ่ง 15-17% เพราะต้นทุนการเงินกรุงไทยสูงกว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอื่น การปล่อยสินเชื่อส่วนนี้จึงพิจารณาเป็นกรณีไป
ส่วนสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ ทางหลวง ธนาคารปล่อยไปเป็นจำนวนมาก เช่น โครงการทางหลวงหมายเลข 6 กรุงไทยมีสัดส่วนถึง 40% แต่ยังไม่มีผลกับการเติบโตสินเชื่อเพราะรอทยอยเบิกใช้ คาดว่าจะเห็นภาพการเติบโตในปีหน้า
มุ่งยุทธศาสตร์ต่อยอด
ผยง ย้ำว่า แม้อัตรากำไรสุทธิจะน้อยกว่าคู่เทียบ แต่ก็มาจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ คู่กับการบริหารต้นทุนที่เหมาะสมให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากเฉลี่ยอยู่ที่ 95-98% ตามแผนยุทธศาสตร์ Fixing Foundation แต่ไม่ลดเม็ดเงินลงทุนเพื่อยกระดับบริการ โดยคงไว้ที่ 5,000-8,000 ล้านบาท/ปีิ







