
ทิศทางตลาดหุ้นครึ่งหลังปี 2560
ประภาสแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นครึ่งหลังปี 2560 มีโอกาสแกว่งตัวช่วงแคบจนกว่าจะผ่านช่วงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลดลงจากไตรมาส 1/2560 และไตรมาส 2/2559 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นคาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มมองถึงแนวโน้มการเติบโตในปี 2561 ที่จะทำให้มูลค่าของตลาดลดลงเหลือเพียงประมาณ 14 เท่า
ประภาส
แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นครึ่งหลังปี 2560 มีโอกาสแกว่งตัวช่วงแคบจนกว่าจะผ่านช่วงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลดลงจากไตรมาส 1/2560 และไตรมาส 2/2559 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นคาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มมองถึงแนวโน้มการเติบโตในปี 2561 ที่จะทำให้มูลค่าของตลาดลดลงเหลือเพียงประมาณ 14 เท่า
ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้ตลาดหุ้นยังมีทิศทางปรับตัวขึ้นได้ ได้แก่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยตัวขับเคลื่อนการเติบโตมีการกระจายตัวมากขึ้น กล่าวคือ การเติบโตเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในภาคการลงทุนภาครัฐ การส่งออก การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนและการกระจายตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่เต็มที่
ปัจจัยสนับสนุนอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เราคาดว่าผลประกอบการ ของบริษัทจดทะเบียนยังมีอัตราการเติบโตปีละประมาณ 10% ในปี 2560 และ 2561 ซึ่งอัตราการเติบโตนี้จะ ทำให้มูลค่าหุ้นในอนาคตถูกลง โดยสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดที่ดัชนี 1,575 จุด จะลดลงจาก 15.38 เท่า ในปี 2560 เหลือ 13.96 เท่า ในปี 2561 ซึ่งหากดัชนีในปี 2561 กลับไปที่ระดับพี/อี 15.50 เท่า ดัชนีก็มีโอกาส ปรับตัวขึ้นได้ถึงระดับ 1,750 จุด ดังนั้นเมื่อนักลงทุนเริ่มประเมินมูลค่าหุ้น โดยใช้มูลค่าที่เหมาะสมสำหรับ ปี 2561 จะทำให้เห็นโอกาสการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับประเด็นเรื่องเงินลงทุนของนักลงทุนนั้น เราเห็นเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงเห็นภาพนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรงลดน้อยลง ส่วนในแง่เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินั้น นักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยออกไปมากตั้งแต่ปี 2556 โดยในช่วงปี 2556-2558 นักลงทุน ต่างชาติมีการขายหุ้นสุทธิถึง 386,026 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นในแถบเอเชียที่นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าในปี 2559 ถึง 6 เดือนแรกของปี 2560 นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาเป็นซื้อสุทธิ 91.38 พันล้านบาท แต่ยังถือว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนค่อนข้างน้อย โดยหากพิจารณาจากสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นไทยรวม NVRD ปัจจุบันอยู่ประมาณ 30% ของมูลค่าตลาดหุ้นรวม ซึ่งถือว่าเป็นระดับ ที่ต่ำใกล้เคียงกับในปี 2545-2547 เมื่อเทียบกับที่เคยถือหุ้นไทยสูงถึง 35% ในปี 2551-2556
ดังนั้น หากปัจจัยพื้นฐานของประเทศมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น ก็เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะมีการปรับ สัดส่วนการลงทุน โดยการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นทั้งนี้จากมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ปัจจุบันที่ 15.5 ล้านล้านบาท ทุก 1% ที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น เท่ากับจะมีเงินไหลเข้าสุทธิเข้ามาในตลาดหุ้นไทยประมาณ 1.55 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าอัตราการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะชะลอตัวลงในไตรมาส 2/2560 เนื่องจากในไตรมาส 2/2559 ราคาน้ำมันมีทิศทางการปรับตัวขึ้น และรัฐบาลมีการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งเป็นช่วงสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการซื้อขายภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ไตรมาส 2/2559 เป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดของปี 2559
ในขณะที่ไตรมาส 2/2560 ราคาน้ำมันมีทิศทาง ขาลงและภาครัฐไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2560 จะลดลงจากไตรมาส 2/2559 ประมาณ 6% และลดลงจากไตรมาส 1/2560 ประมาณ 16% ซึ่งเป็นผล จาก Seasonal อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะกลับมามีการเติบโตที่ดี ดังนั้นหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 แล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในครึ่งแรกของปี 2560 ได้แก่ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ราคาน้ำมัน การเลือกตั้งในกลุ่มประเทศยุโรป และปัญหาคาบสมุทรเกาหลีนั้น ในครึ่งหลังของปีปัจจัยเหล่านี้ดูจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญลดลง







