
3วันยืมหุ้นขายพันล.ตื่นคุมบาท
‘ASP’เชื่อใช้ดอกเบี้ยแทนสกัดเงิน 3เดือนเงินร้อนลุยบี/อี1.6แสนล้านนักลงทุนมองหุ้นขาลง 3 วัน ยืมหุ้นขายเฉียดพันล้านบาท ตื่นตูมมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศ นักวิเคราะห์เสียงแตก CNS คาดใช้ภาษีสกัด ขณะที่ ASP เชื่อใช้ดอกเบี้ยคุม หลังพบ 3 เดือน เงินเข้าตั๋วบี/อี 1.6 แสนล้าน ท่ามกลางความไม่ชัดเจนทางด้านนโยบายต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งข่าวลืออย่างหนาหูในห้องค้าหุ้นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ จะออกมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ข่าวเรื่องการเปิดประมูล 3จี ที่ยังไม่มีความชัดเจน และความกังวลเรื่อง 11 โครงการรุนแรงในมาบตาพุดที่ยังมีต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนยืมหุ้นมาขายล่วงหน้าหรือขายชอร์ตมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันที่ 1315 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนได้ยืมหุ้นไปขายล่วงหน้ารวมทั้งสิ้น 34 รายการ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 815.23 ล้านบาท โดยหุ้นที่ถูกยืมไปขายมากที่สุดคือ หุ้น ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ถูกยืมขาย 130 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน (CNS) ได้ออกบทวิเคราะห์ คาดว่ามีความเป็นไปได้ถึง 60% ที่ทางการจะนำมาตรการ Tobin Tax หรือเก็บภาษีในการลงทุนมาใช้ โดยจะไม่มีการสั่งกักเงิน (ไม่
‘ASP’เชื่อใช้ดอกเบี้ยแทนสกัดเงิน 3เดือนเงินร้อนลุยบี/อี1.6แสนล้าน
นักลงทุนมองหุ้นขาลง 3 วัน ยืมหุ้นขายเฉียดพันล้านบาท ตื่นตูมมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศ นักวิเคราะห์เสียงแตก CNS คาดใช้ภาษีสกัด ขณะที่ ASP เชื่อใช้ดอกเบี้ยคุม หลังพบ 3 เดือน เงินเข้าตั๋วบี/อี 1.6 แสนล้าน
ท่ามกลางความไม่ชัดเจนทางด้านนโยบายต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งข่าวลืออย่างหนาหูในห้องค้าหุ้นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ จะออกมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ข่าวเรื่องการเปิดประมูล 3จี ที่ยังไม่มีความชัดเจน และความกังวลเรื่อง 11 โครงการรุนแรงในมาบตาพุดที่ยังมีต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนยืมหุ้นมาขายล่วงหน้าหรือขายชอร์ตมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันที่ 1315 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนได้ยืมหุ้นไปขายล่วงหน้ารวมทั้งสิ้น 34 รายการ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 815.23 ล้านบาท โดยหุ้นที่ถูกยืมไปขายมากที่สุดคือ หุ้น ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ถูกยืมขาย 130 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน (CNS) ได้ออกบทวิเคราะห์ คาดว่ามีความเป็นไปได้ถึง 60% ที่ทางการจะนำมาตรการ Tobin Tax หรือเก็บภาษีในการลงทุนมาใช้ โดยจะไม่มีการสั่งกักเงิน (ไม่ให้โอนเงินออกก่อนกำหนด) เหมือนปี 2549 และจะเป็นมาตรการคล้ายกับอินโดนีเซียที่เก็บภาษีในการลงทุน แต่ไม่มีการกักเงินไว้ในประเทศ เรียกว่า Quasi–Capitalcontrol หรือเหมือนกับเกาหลี (Mild Curbs) ซึ่งพบว่ามีผลจำกัดต่อตลาดหุ้น
“หากไทยนำมาตรการภาษีมาใช้จริงก็จะเกิดผลกระทบระยะสั้น และในที่สุดหุ้นก็จะเด้งขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้แนะนำให้ขายหุ้นก่อน เพราะมาตรการยังไม่ออกมาจริง และธนาคารกลางในเอเชียจะเริ่มเข้าแทรกแซงทำให้ระยะสั้นเงินเอเชียน่าจะอ่อนค่าลง”
บล.เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์ว่า ค่าเงินเอเชียแข็งค่าถ้วนหน้า เฉพาะเงินหยวนที่เดือน ก.ย.นี้ แข็งค่าถึง 1.16% แตะระดับแข็งสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนค่าเงินเยนอ่อนค่าลง 3.23% หลังรัฐบาลญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยนเต็มขั้นหลังค่าเงินเยนแข็งมากที่สุดในเอเชีย คือ 4 เดือนที่ผ่านมาแข็งค่าไปกว่า 10%
สำหรับค่าเงินบาท เชื่อว่ายังมีแนวโน้มแข็งค่าตามแนวโน้มของสกุลเงินทั่วภูมิภาค และหากดูที่พฤติกรรมเม็ดเงินร้อนจากต่างประเทศเข้ามาพบว่า 3 เดือนที่ผ่านมาเน้นไปลงในตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) กว่า 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงเป้าหมายที่เข้ามาอิงแนวโน้มการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายที่เกิดขึ้นในช่วง มิ.ย.ส.ค. ซึ่งหากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยยังมีอีก 2 ครั้งอย่างเช่นเดิม ก็มีโอกาสสูงที่ค่าเงินบาทลงต่ำกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับการลงทุนในตราสารทุน พบว่ามีเพียง 3.7 หมื่นล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นเพียง 20% ดังนั้น หากพิจารณาจากเงินทุนที่เข้าในตราสารหนี้และทุน เชื่อว่า ธปท.น่าจะใช้นโยบายด้านดอกเบี้ยมากกว่า และคาดว่ายังมีโอกาสเห็นเงินเข้าลงทุนในหุ้นอีก 12 หมื่นล้านบาท
ภาวะตลาดหุ้นวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุน และกังวลถึงมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง เพียง 27,266 ล้านบาท แม้ดัชนีเพิ่มขึ้น 3.71 จุด ปิดที่ระดับ 924.81 จุด ตามแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ 1,801 ล้านบาทก็ตาม
นักลงทุนมองหุ้นขาลง 3 วัน ยืมหุ้นขายเฉียดพันล้านบาท ตื่นตูมมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศ นักวิเคราะห์เสียงแตก CNS คาดใช้ภาษีสกัด ขณะที่ ASP เชื่อใช้ดอกเบี้ยคุม หลังพบ 3 เดือน เงินเข้าตั๋วบี/อี 1.6 แสนล้าน
ท่ามกลางความไม่ชัดเจนทางด้านนโยบายต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งข่าวลืออย่างหนาหูในห้องค้าหุ้นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ จะออกมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ข่าวเรื่องการเปิดประมูล 3จี ที่ยังไม่มีความชัดเจน และความกังวลเรื่อง 11 โครงการรุนแรงในมาบตาพุดที่ยังมีต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนยืมหุ้นมาขายล่วงหน้าหรือขายชอร์ตมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันที่ 1315 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนได้ยืมหุ้นไปขายล่วงหน้ารวมทั้งสิ้น 34 รายการ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 815.23 ล้านบาท โดยหุ้นที่ถูกยืมไปขายมากที่สุดคือ หุ้น ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ถูกยืมขาย 130 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน (CNS) ได้ออกบทวิเคราะห์ คาดว่ามีความเป็นไปได้ถึง 60% ที่ทางการจะนำมาตรการ Tobin Tax หรือเก็บภาษีในการลงทุนมาใช้ โดยจะไม่มีการสั่งกักเงิน (ไม่ให้โอนเงินออกก่อนกำหนด) เหมือนปี 2549 และจะเป็นมาตรการคล้ายกับอินโดนีเซียที่เก็บภาษีในการลงทุน แต่ไม่มีการกักเงินไว้ในประเทศ เรียกว่า Quasi–Capitalcontrol หรือเหมือนกับเกาหลี (Mild Curbs) ซึ่งพบว่ามีผลจำกัดต่อตลาดหุ้น
“หากไทยนำมาตรการภาษีมาใช้จริงก็จะเกิดผลกระทบระยะสั้น และในที่สุดหุ้นก็จะเด้งขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้แนะนำให้ขายหุ้นก่อน เพราะมาตรการยังไม่ออกมาจริง และธนาคารกลางในเอเชียจะเริ่มเข้าแทรกแซงทำให้ระยะสั้นเงินเอเชียน่าจะอ่อนค่าลง”
บล.เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์ว่า ค่าเงินเอเชียแข็งค่าถ้วนหน้า เฉพาะเงินหยวนที่เดือน ก.ย.นี้ แข็งค่าถึง 1.16% แตะระดับแข็งสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนค่าเงินเยนอ่อนค่าลง 3.23% หลังรัฐบาลญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยนเต็มขั้นหลังค่าเงินเยนแข็งมากที่สุดในเอเชีย คือ 4 เดือนที่ผ่านมาแข็งค่าไปกว่า 10%
สำหรับค่าเงินบาท เชื่อว่ายังมีแนวโน้มแข็งค่าตามแนวโน้มของสกุลเงินทั่วภูมิภาค และหากดูที่พฤติกรรมเม็ดเงินร้อนจากต่างประเทศเข้ามาพบว่า 3 เดือนที่ผ่านมาเน้นไปลงในตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) กว่า 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงเป้าหมายที่เข้ามาอิงแนวโน้มการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายที่เกิดขึ้นในช่วง มิ.ย.ส.ค. ซึ่งหากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยยังมีอีก 2 ครั้งอย่างเช่นเดิม ก็มีโอกาสสูงที่ค่าเงินบาทลงต่ำกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับการลงทุนในตราสารทุน พบว่ามีเพียง 3.7 หมื่นล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นเพียง 20% ดังนั้น หากพิจารณาจากเงินทุนที่เข้าในตราสารหนี้และทุน เชื่อว่า ธปท.น่าจะใช้นโยบายด้านดอกเบี้ยมากกว่า และคาดว่ายังมีโอกาสเห็นเงินเข้าลงทุนในหุ้นอีก 12 หมื่นล้านบาท
ภาวะตลาดหุ้นวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุน และกังวลถึงมาตรการสกัดเงินทุนต่างประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง เพียง 27,266 ล้านบาท แม้ดัชนีเพิ่มขึ้น 3.71 จุด ปิดที่ระดับ 924.81 จุด ตามแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ 1,801 ล้านบาทก็ตาม







