
ได้ยินข่าวว่าจะกำกับเข้มกับบัตรเครดิต
สุรพล โอภาสเสถียรมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาตามสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจการเงินว่า ทางการผู้กำกับดูแลนโยบายสถาบันการเงินมีความไม่สบายใจในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ อัตราการก่อหนี้ของชาวไทยวัยละอ่อน ลงรายละเอียดในเนื้อข่าว (ที่ดูเหมือนข่าวหลุด) ออกมาระบุว่าจะมุ่งไปที่คนมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน โดยจะกำหนดเกณฑ์สำหรับผู้ขอบัตรเครดิตประมาณนี้ (ผมออกตัวก่อนนะครับว่ามาจากข่าว)
สุรพล โอภาสเสถียร
มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาตามสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจการเงินว่า ทางการผู้กำกับดูแลนโยบายสถาบันการเงินมีความไม่สบายใจในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ อัตราการก่อหนี้ของชาวไทยวัยละอ่อน ลงรายละเอียดในเนื้อข่าว (ที่ดูเหมือนข่าวหลุด) ออกมาระบุว่าจะมุ่งไปที่คนมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน โดยจะกำหนดเกณฑ์สำหรับผู้ขอบัตรเครดิตประมาณนี้ (ผมออกตัวก่อนนะครับว่ามาจากข่าว)
1.คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน จะขอบัตรเครดิตใหม่กี่ใบก็ได้ จากผู้ออกบัตร (Issuer) รายใดรายหนึ่ง แต่วงเงินรวมจะได้ไม่เกิน 1.5 เท่า หรือได้วงเงินไม่เกิน 4.5 หมื่นบาทเท่านั้น ต่างจากเกณฑ์ปัจจุบันที่ได้ไม่เกิน 5 เท่า หรือคิดเป็นวงเงินไม่เกิน 1.5 แสนบาท
2.ประเด็นคำถามจากการไปนั่งกินกาแฟปรับทุกข์กับคนที่ดำเนินธุรกิจบัตรเครดิต สมมติว่าคนขอกู้มีรายได้ 3 หมื่นบาท/เดือน มีดังนี้ครับ
(1) ถ้าคนขอกู้เขาเอาเงินฝากสลากออมสิน หน่วยลงทุนค้ำ 1.5 แสนบาท เขาจะได้วงเงินเท่าใด
(2) ทำไมไม่ดูที่ยอดรายได้สุทธิ (Net Income) ต่อเดือน เพราะแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันมาเป็นตัวกำหนดวงเงินที่ควรจะได้
(3) บัตรเครดิตมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่าย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือส่งเสริมการกู้เงิน การให้เงินกู้บนบริการนี้น่าจะเป็นการบิดเบือนบริการหรือเปล่า ถ้าใช่ คนที่ใช้บัตร 100 บาท แล้วชำระ 100 บาท คนกลุ่มนี้ทางการกำหนดให้สำรองหนี้สูญในอัตราต่ำ แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้บัตร 100 บาท แล้วชำระขั้นต่ำหรือไม่เต็มยอด ทางการก็กำหนดให้สำรองหนี้สูญสูงมากกว่าปกติ เพราะเสี่ยงกว่า
(4) คนที่มีรายได้อิสระ บางครั้งจะมีรายได้เป็นก้อนเข้ามาเป็นช่วงๆ แต่มีรายได้พื้นฐาน 3 หมื่นบาท/เดือน ประวัติการชำระหนี้ในบัญชีอื่นไม่มีปัญหา เราไปจำกัดการบริโภคที่มีคุณภาพคนกลุ่มนี้หรือเปล่า
(5) ทางการจะมุ่งไปควบคุมสถาบันการเงินผู้ให้บริการบัตรเครดิตตามที่ กฎหมายกำหนด แต่เกณฑ์นี้มันจะเอื้อมไปถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ให้บริการบัตรเครดิตด้วยหรือไม่ ถ้าคำตอบคือบังคับได้เฉพาะคนที่อยู่ในกำกับ แล้วอะไรคือการแข่งขันที่เท่าเทียม เป็นธรรม "นักมวยขึ้นเวที กรรมการบอกให้ฝ่ายแดงชกได้แต่หมัดซ้ายทั้งที่เขาถนัดขวา ขณะที่อีกฝ่ายบอกว่าชกได้ทั้งซ้ายและขวา" ตกลงเราจะกำกับที่การเข้าถึงบริการ ผลิตภัณฑ์ หรือจะควบคุมที่ตัวสถาบันคนออกบัตรเครดิต
(6) มันเป็นไปได้หรือไม่ว่ามีคนที่ใช้บัตรเครดิตหมุนเงินซื้อของไปค้าขาย ถ้ามีจริง บัตรครบกำหนดหมดอายุ เกิดเขาต้องออกบัตรใหม่แล้วเจอเกณฑ์นี้ เขาจะไปต่ออย่างไร ถ้าเขาไปนาโนไฟแนนซ์ พิโกไฟแนนซ์ เขาก็จะเจอกับดอกเบี้ย 36% หรือไม่ ทั้งที่บัตรเครดิตเขาก็โดนที่ 20% อ่วมอยู่แล้ว อะไรคือการช่วยเหลือเอสเอ็มอีขนาดจิ๋ว หรือสตาร์ทอัพแบบบ้านๆ
(7) สมมติว่ามีลูกค้ามีรายได้แบบนี้ ไม่มีประวัติค้างเลยย้อนหลังไป 3 ปี แต่ขอบัตรเครดิตแล้วถูกปฏิเสธ เขาไม่พอใจ เพราะก็มีคนบอกตลอดนี่นา ว่า รักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดีทุกงวดนะ จะมีโอกาสได้สินเชื่อมากขึ้น ทีนี้พอไม่พอใจเขาก็ไปร้องเรียนสถาบันการเงินที่ปฏิเสธสินเชื่อ และขอทราบเหตุผล สถาบัน การเงินก็บอกเป็นหนังสือตามจริงว่า
"ตามข้อมูลที่ได้รับมาของคุณลูกค้า จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ภายใต้ความยินยอมของคุณลูกค้าที่ให้เปิดเผยเมื่อนำมาคำนวณกับรายได้ที่คุณลูกค้าแสดงในใบสมัครบัตรเครดิต มันเกินเกณฑ์ที่จะอนุมัติให้ได้ตามที่........(ธนาคารกลาง)....ประกาศกำหนดตามประกาศ.....ลงวันที่...สิงหาคม 2560...." ซึ่งมันก็เป็นความจริง (Fact is Fact) แล้วหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนของธนาคารกลางจะชี้แจงอย่างไร จะคุยอย่างไรให้จบสวยๆ ก็หน่วยที่ออกนโยบายนี้ก็มาจากธนาคารกลาง หน่วยที่ไปตรวจสอบข้อร้องเรียนก็มาจากธนาคารกลาง หน่วยที่ดูแลให้เกิดความเข้าใจก็มาจากธนาคารกลาง ครั้นจะไปบอกว่าห้ามมาอ้างประกาศที่ ฉันออกนะ ก็ดูเหมือนจะใช้อารมณ์มาก กว่าใช้เหตุผลหรือไม่ จะไม่รับความจริงโดยใช้ฐานะที่เหนือกว่ามาสั่งได้อย่างไร ถ้ากล้าทำก็ต้องกล้าแอ่นอกบอกว่า ฉันทำ อย่าได้ถือโทษผมที่เขียนเหมือนขว้างก้อนหินถามทางนะครับ
ในโลกของการแข่งขัน การดำเนินธุรกิจ การมีบทบาทถูกกำกับดูแล และบทบาทการเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ว่าเราๆ ท่านๆ จะมีความรู้ความเข้าใจแบบ 1.0, 2.0, 3.0, 4.0 หรือ 0.4 สิ่งที่สำคัญคือจะทำการสิ่งใดต้อง รู้เรื่อง รู้จริง รู้ใจ เราจะรู้มากพอที่จะตัดสินใจได้ดี (ไม่รู้ว่ามันจะถูกหรือผิด) เราต้องฟังคนปฏิบัติ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อ่านให้มาก ฟังให้มากกว่าอ่าน มองตาเขา มองที่ใจเขาให้ลึกกว่า ถามหาความสมดุลว่ามันควรอยู่ตรงไหน ที่สุดใจเราจะบอกว่า "ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ" ในฐานะคนแก่อายุ 54 เฉียดตายก็เคยมาแล้วนั้น ไม่อยากเห็นใครทำงานแบบ "นักรบ Powerpoint ที่ไม่เคยแม้แต่เดินเฉียดสนามภาคปฏิบัติ แต่เชื่อเป็นตุเป็นตะว่า สงครามบน Powerpoint ที่ตนเองทำขึ้นมานั้นเป็นชีวิตจริง เป็นสรณะ ที่ใครจะมาตั้งประเด็นมิได้"
คำเตือน บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตนของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของสถาบันที่ผู้เขียนทำงานกินเงินเดือนเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว โปรดให้ความเมตตา หากจะไปกระทบกระเทือนจิตใจท่าน ผู้หนึ่งผู้ใด ผมขออโหสิกรรมไว้ในโอกาสนี้นะครับ...กราบขอบพระคุณทุกท่าน ที่ให้ความสนใจอ่านครับ--







