posttoday
แบงก์ชาติชะงักกระตุ้น หวั่นเงินเฟ้อไปไม่ถึงเป้า

แบงก์ชาติชะงักกระตุ้น หวั่นเงินเฟ้อไปไม่ถึงเป้า

28 มิถุนายน 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าเข้าสู่ยุคเลิกใช้การกระตุ้นด้วยการผ่อนคลายการเงินและหันไปใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างเต็มตัว ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอื่นๆ จะเดินตามรอยเฟดต่อไปเพื่อลดความต่างของดอกเบี้ย และรักษาการไหลเข้าออกของเงินทุนไม่ให้ผันผวนมากเกินไปนัก

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าเข้าสู่ยุคเลิกใช้การกระตุ้นด้วยการผ่อนคลายการเงินและหันไปใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างเต็มตัว ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอื่นๆ จะเดินตามรอยเฟดต่อไปเพื่อลดความต่างของดอกเบี้ย และรักษาการไหลเข้าออกของเงินทุนไม่ให้ผันผวนมากเกินไปนัก

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจทรงอำนาจอีก 2 แห่งในเอเชียอย่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ยังไม่สามารถเดินหน้าไปได้เต็มตัวมากนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แม้จะวางแผนเอาไว้แล้ว แต่ก็ยังยืนยันจะต้องกระตุ้นต่อไปอีกสักพัก

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดได้ออกมาพูดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้งเยลเลน รวมถึงสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองผู้ว่าการเฟด และจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขาซานฟราน ซิสโก ต่างส่งสัญญาณไปในทางเดียวกันว่า สินทรัพย์ในตลาดสหรัฐกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

แม้ทั้งสามจะไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งนโยบายการเงินเข้มงวด ซึ่งประกอบไปด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลของเฟดขนาด 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 157 ล้านล้านบาท) ที่จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น แต่มูลค่าสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้นหลังผ่านยุค "เงินถูก" มาอย่างยาวนาน จะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่เฟดใช้ในการพิจารณา "ความเร็ว" ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยกี่ครั้งใน 1 ปี

การขยับตัวเพื่อส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ทำให้เกิดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอื่นๆ ที่ดำเนินการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มเดินตามรอยเฟดไป เพื่อให้ดอกเบี้ยในสหรัฐไม่น่าดึงดูดเกินไปนัก และทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม เฟดแสดงความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่ยังคงไม่ถึงเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 2%

"สิ่งที่จะกลายเป็นที่กังวลของพวกเรา คือ ถ้าหากความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อลดน้อยถอยลงไป ซึ่งจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อต่ำกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเคยชินและฝังรากลึก ดังนั้น พวกเราจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนั้น" เยลเลน กล่าว

ทั้งนี้ เฟดไม่ใช่ธนาคารกลางเพียงประเทศเดียวที่กังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่ไม่เติบโตไปตามเป้าหมาย โดยบีโอเจ แม้จะกระตุ้นด้วยการซื้อคืนสินทรัพย์จนทำให้งบดุลของบีโอเจทะลุไปมากกว่า 500 ล้านล้านเยน (ราว 150 ล้านล้านบาท) แล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ที่ราว 0.3% ในปัจจุบัน ซึ่งห่างไกลกับเป้าหมายของบีโอเจที่ 2%

อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าว ส่งผลให้ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ต้องออกมายืนยันจะยังคงการกระตุ้นต่อไปอยู่เนืองๆ ขณะที่ บีโอเจยังคงนโยบายการเงินไว้ที่อัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% และการซื้อคืนสินทรัพย์ขนาดใหญ่เอาไว้หลังการประชุมวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากบีโอเจและอีซีบีแล้ว สำนักข่าวรอยเตอร์ส ยังรายงานอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับผู้กำหนดนโยบายจีนเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางจีนหรือพีบีโอซีจะยังไม่ใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และอาจจะผ่อนคลายมาตรการการเงินมากกว่าเดิม แม้จะต้องจัดการกับปริมาณหนี้มหาศาลของประเทศก็ตาม

"บรรดาผู้นำต่างต้องการเสถียรภาพในปีนี้ พวกเราไม่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงได้" แหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุ

นับตั้งแต่ต้นปี 2017 นี้ พีบีโอซีไม่ได้กระตุ้นหรือลดการกระตุ้นผ่านการลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหลักและอัตราส่วนทุนสำรองธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) อย่างชัดเจน แต่กลับกระทำผ่านการอัดฉีดและดูดเงินคืนจากตลาดที่เรียกว่า การดำเนินการผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations) เช่น การออกข้อตกลงซื้อคืนระยะสั้นและระยะกลาง 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน เมื่อตลาดต้องการสภาพคล่อง และดูดเงินคืนเมื่อตลาดมีสภาพคล่องมากเกินไป

สำหรับยุโรปที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มฟื้นตัวขึ้นจนใกล้เคียงกับเป้าหมายของ อีซีบีแล้ว เริ่มมีการเก็งการณ์กันว่าอีซีบีจะเลิกการกระตุ้นเร็วๆ นี้ ขณะที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แม้อีซีบีอาจจะเลิกโครงการซื้อคืนพันธบัตรวงเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ได้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มใกล้ถึงเป้าหมาย แต่ในปัจจุบันยังต้องคงการกระตุ้นต่อไปก่อน

การส่งสัญญาณนับมีความสำคัญอย่างมากต่อภาวะที่เกิดขึ้นในตลาด โดยบลูมเบิร์กรายงานเจ้าหน้าที่ยุโรปว่า ความตั้งใจของดรากี คือ การแสดงความพร้อมของเศรษฐกิจและการพร้อมจะกระตุ้นไปพร้อมกัน แต่กลับทำให้เกิดความแตกตื่น โดยทั่วโลกพร้อมใจกันเทขายพันธบัตรและหันไปหาค่าเงินยูโรจนแข็งค่าขึ้นไปทันที 1.4% เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังการเปิดเผยของดรากี ก่อนไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีในวันถัดมา

ทั้งนี้ ค่าเงินยูโรที่แข็งค่ามากเกินไปจะกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ และหากการส่งสัญญาณที่จะเลิกกระตุ้นดังกล่าวนั้นไม่ดีนัก จะทำให้ความพยายามกระตุ้นมาโดยตลอดก่อนหน้านี้สูญสลายไป เช่นกรณีเฟดที่เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่กลางปี 2014 ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะการเข้มงวดและขึ้นดอกเบี้ยได้จริงในเดือน ธ.ค. 2015 ซึ่งไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์กับตลาดที่เริ่มเคยชินกับสัญญาณของเฟด และยังพักไปยาวก่อนขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2016

"ผมไม่คิดว่าสุนทรพจน์ของดรากีจะเป็นอะไรที่น่าตกใจขนาดนั้น แต่คุณก็เห็นตลาดตอบรับไปในทิศทางใด กลายเป็นสัญญาณเตือนว่า มีผลกระทบที่ไม่คาดคิดเมื่อธนาคารกลางต้องการออกจากการกระตุ้น" ยอชฮิม เฟลส์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของแปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ กล่าว

การหมดยุคการกระตุ้นหนักจากธนาคารกลางใกล้เข้ามาแล้ว แต่อาจจะ "ช้า" กว่าที่คิดก็เป็นได้ n

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่