
สหพัฒน์บูมออนไลน์ หวัง3ปีกวาดหมื่นล้าน
จะเรียม สำรวจจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้เครือสหพัฒน์ต้องเร่งเดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากเดิมจะมีเว็บไซต์ของแต่ละบริษัท เว็บไซต์ของแต่ละแบรนด์ เว็บไซต์ไทยแลนด์เบสท์ เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของพันธมิตร อย่างเช่น ซาโลรา อีเลฟเว่นสตรีท และทเวนตี้โฟร์ช็อปปิ้ง เป็นช่องทางหลักทำตลาดออนไลน์อยู่แล้ว
จะเรียม สำรวจ
จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้เครือสหพัฒน์ต้องเร่งเดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากเดิมจะมีเว็บไซต์ของแต่ละบริษัท เว็บไซต์ของแต่ละแบรนด์ เว็บไซต์ไทยแลนด์เบสท์ เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของพันธมิตร อย่างเช่น ซาโลรา อีเลฟเว่นสตรีท และทเวนตี้โฟร์ช็อปปิ้ง เป็นช่องทางหลักทำตลาดออนไลน์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี เพื่อความแข็งแกร่งและครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น ล่าสุดเครือ สหพัฒน์ได้มีการจับมือร่วมกับลาซาด้า นำสินค้าแบรนด์ดังมาจำหน่ายใน ช่องทางดังกล่าว หลังจากประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจกับการนำสินค้าในเครือเข้าไปจำหน่ายในลาซาด้าตั้งแต่ปี 2557 ที่ผ่านมา
บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การจับมือร่วมกับ บริษัท ลาซาด้า อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจออนไลน์ให้บริษัทในเครือได้รับรู้ว่าบริษัทมีการดำเนินธุรกิจในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจในเครือได้เตรียมความพร้อมผลิตสินค้าเพื่อนำมาจำหน่ายในช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพียง 1% ของรายได้รวมเท่านั้น ซึ่งหลังจากจับมือกับลาซาด้าขายสินค้าออนไลน์ คาดใน 3 ปี จะมีรายได้ช่องทางดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของรายได้รวม
นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางขายสินค้าผ่าน ช่องทางออนไลน์แล้ว เครือสหพัฒน์ยังให้ความสำคัญการรับชำระเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อปูฐานธุรกิจรองรับการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์ในอนาคต ด้วยการส่งซันร้อยแปด จับมือร่วมกับธนาคารกสิกรไทย และ อาลีเพย์ พัฒนาตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติให้รับชำระเงินได้เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ของอาลีเพย์ครั้งแรกของประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมใช้อาลีเพย์ในการซื้อสินค้า
ปัจจุบันตู้สินค้าที่รับชำระด้วย อาลีเพย์มีประมาณ 24 เครื่อง กระจายอยู่ในห้างค้าปลีกต่างๆ ตามแหล่ง ท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 9 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เป็นต้น อย่างไรก็ดี คาดว่าภายใน 2 ปีนับจากนี้จะขยายเพิ่มเป็น 500 เครื่อง
อีกหนึ่งธุรกิจที่เครือสหพัฒน์ให้ความสำคัญมากขึ้น คือ โลจิสติกส์ ด้วยการให้ บริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น ผนึกกำลังร่วมกับ พาลเทค คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจค้าส่งรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นพัฒนาโครงการไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี บนที่ดิน 47 ไร่ ภายใต้งบลงทุน 1,800 ล้านบาท เพื่อพัฒนาการจัดส่งสินค้าในเครือสหพัฒน์ให้มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะนับจากนี้เครือสหพัฒน์จะให้ความสำคัญธุรกิจออฟไลน์กับออนไลน์ควบคู่กันไป







