posttoday
เงินหายไปไหน

เงินหายไปไหน

25 มิถุนายน 2560

สมชาย สกุลสุรรัตน์มื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีใครอยู่บ้าน ผมเลยต้องออกไปหาอะไรกินเองที่ศูนย์การค้าแบบคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้าน

สมชาย สกุลสุรรัตน์

มื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีใครอยู่บ้าน ผมเลยต้องออกไปหาอะไรกินเองที่ศูนย์การค้าแบบคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้าน

ปรากฏว่าผมต้องรอให้เขาเสิร์ฟอาหารจนเกือบจะหายหิวในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในศูนย์การค้าทั้งๆ ที่มีลูกค้าอยู่ไม่กี่โต๊ะ ทีแรกคิดว่าจะต่อว่าพนักงานที่ทำงานอยู่ แต่พอเขาวิ่งมารับออร์เดอร์แล้วต่อว่าไม่ลง เพราะทั้งร้านมีพนักงานให้บริการอยู่แค่ 2-3 คน รับออร์เดอร์ เสิร์ฟอาหาร ให้บริการเติมน้ำชาร้อน เก็บจานชาม คิดเงินรูดบัตรเครดิต ตะโกนรับส่งลูกค้าเป็นภาษาญี่ปุ่นปนไทย เห็นแล้วก็สงสารเพราะนายจ้างคงต้องการประหยัดค่าแรงงาน เนื่องจากไปกินข้าวที่ร้านนี้ทีไร เขาจะกันพื้นที่รับแขกไว้เพียงครึ่งเดียวเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามารับบริการ

พอกินข้าวเสร็จ ผมถือโอกาสที่วันนี้ไม่มีใครติดตามมาด้วย เดินย่อยอาหารสำรวจศูนย์การค้าซึ่งนับว่าเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างดี แต่ปรากฏว่านอกจากบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารดังๆ ทั้งหลายแล้ว พื้นที่ภายในที่เขากั้นเป็นล็อกๆ ให้คนเช่าค้าขายล้วนแล้วแต่ว่างเปล่า ร้านค้าที่เคยค้าขายอยู่ต่างก็ปิดกิจการไป ทั้งๆ ที่ทางศูนย์การค้าเองพยายามจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารด้านหน้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการด้านใน

ผมเห็นมีคนเอาสินค้าจิปาถะมาวางขายในลานอเนกประสงค์ในศูนย์การค้า เลยลองสอบถามดูว่าธุรกิจเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ตอบเหมือนกันว่าขายของไม่ค่อยดี ลูกค้าที่พลัดหลงเข้ามามักจะเดินตากแอร์แต่ไม่ค่อยซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่มานั่งบ้าง นอนขายของบ้างอยู่เพราะศูนย์การค้าคิดค่าเช่าพิเศษให้เข้ามาค้าขายจะได้ดูคึกคัก แต่ก็ยังไม่มีกำไรคุ้มค่าแรงและค่าเสียเวลา เลยอุดหนุนซื้อหนังสือวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนมาเล่มหนึ่ง เพราะเขาขายลดราคา 50% เพื่อเอาไปขึ้นหิ้งเพราะไม่มีเวลาอ่าน แต่ไหนๆ มีผู้ชนะสิบทิศกับสามก๊กแล้ว มีวรรณคดีชาวบ้านไทยๆ สักเล่มมาช่วยสร้างดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศบนชั้นหนังสือก็น่าจะเข้าทีดี

ผมออกนอกลู่ไปไกล ขอกลับมาคุยเรื่องที่อยากพูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านผู้อ่านดีกว่า มักนิยมได้ยินคนในแวดวงธุรกิจพูดเข้าหูบ่อยๆ ว่าเศรษฐกิจไทยดูเหมือนภาพรวมจะดีขึ้น จีดีพีขยายตัว การส่งออกกำลังจะฟื้นตัวส่งออกได้มากขึ้น รัฐบาลทุ่มเงินลงมาในโครงการทั้งเล็กและใหญ่มากมาย เช่น โครงการประชารัฐต่างๆ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทำไมเม็ดเงินถึงเหือดหายไปจากระบบ การค้าขายไม่คล่องตัว ไม่ซื้อง่ายขายคล่องเหมือนเก่า

ผมยอมรับว่าจริงๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเม็ดเงินหายไปจากระบบหรือไม่ หน่วยงานที่น่าจะตอบคำถามนี้ดีที่สุดน่าจะได้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้กำหนดปริมาณเงินที่จะใส่เข้ามาหรือดึงออกไปจากระบบ แต่ผมไม่เชื่อว่าปริมาณเงินในระบบจะลดลงในขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำและเงินบาทแข็งค่าอย่างแน่นอน ทั้งยังมีเงินทุนไหลเข้ามาจากต่างประเทศโดยต่อเนื่อง

ผมจึงเชื่อว่าที่นักธุรกิจและคนทั่วไปที่ทำการค้าขายรู้สึกว่าเงินหายจากระบบนั้น น่าจะเกิดจากการที่เงินหมุนเวียนช้าลง เพราะการค้าขายโดยทั่วไปชะลอตัว ผู้คนไม่ใช้จ่ายเงินแบบมือเติบเหมือนในอดีต

สาเหตุประการแรกน่าจะเกิดที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ และโดยพฤติกรรมของผู้สูงอายุจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงินที่มีอยู่ เพื่อสวัสดิภาพและความอยู่รอดหลังเกษียณอายุ ส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะมักจะไม่ค่อยใช้จ่ายเพราะไม่จำเป็น เนื่องจากได้สะสมสมบัติไว้เต็มบ้านเกินความจำเป็นอยู่แล้ว และมักจะไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาในต่างประเทศที่ยังไม่เคยไปในช่วงวัยทำงาน

สำหรับวิธีการให้ผู้สูงอายุใช้เงินนั้น ผมมีไอเดียบรรเจิดเสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคือ เสนอให้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้สูงอายุเป็นการถาวรเหมือนกับที่เคยลดให้ประชาชนตอนปีใหม่ชั่วครั้งชั่วคราว

ไอเดียนั้นนอกจากจะกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้สูงอายุแล้ว ยังช่วยลดค่าครองชีพของผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ฐานะไม่ดีโดยตรง ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ส่วนถ้ากลัวว่าผู้สูงอายุจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ ซื้อสินค้าแทนลูกหลานก็ต้องทำใจยอมรับได้บ้างเสียบ้าง เหมือนการบริการภาษีของบรรดาอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ซื้อตัวจริง ก็น่าจะทำให้การค้าขายคล่องตัวขึ้น และทำให้การหมุนเวียนของเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ ถ้ามีการลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้คนสูงอายุ ผู้เขียนย่อมได้รับอานิสงส์ด้วย จึงขอเสนอไอเดียนี้ไว้ให้ใครก็ตามที่มีอำนาจลองรับไปพิจารณา และสัญญาว่าจะซื้อสินค้ามาใช้เพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ซื้ออะไรในห้างสรรพสินค้าที่ไปเดินตากแอร์มานานแล้ว

ส่วนเหตุผลที่ 2 ที่ทำให้เงินหมุนเวียนน้อยลง อาจเกิดจากการที่เงินทองส่วนใหญ่ของประเทศตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย ได้มีการสำรวจกันพบว่าช่องว่างของการกระจายรายได้ของคนไทยนั้น กว้างเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากประเทศอินเดีย เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนจำนวนน้อยนิดที่ถือเงินทองส่วนใหญ่ของประเทศจะใช้จ่ายอย่างไร ก็ไม่ทำให้เงินหมุนเวียนเท่ากับการใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ 90% ของประเทศ

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมต้องควักกระเป๋าลงทุนเอง ทำให้มีเม็ดเงินใส่เข้ามาในระบบจากเงินออมของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่สำหรับนายทุนใหญ่เม็ดเงินที่จะลงทุนส่วนใหญ่มาจากเงินออมของประชาชนทั่วไปที่สถาบันการเงินนำมาปล่อยเงินกู้ให้ทำโครงการ

เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างจริงจังได้สำเร็จทั้งปริมาณเงินและการหมุนเวียนก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นกว่าในปัจจุบัน

เรื่องนี้ยอมรับครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะเราส่งเสริมให้ปลาใหญ่เติบใหญ่ไล่กินปลาเล็กจนเกือบหมดบ่อมานานแล้ว แต่ถ้าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยก็จะเติบโตขึ้นแบบหัวโตขาลีบเหมือนมนุษย์ต่างด้าว

สุดท้ายในขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจที่แท้จริงหรือธุรกิจภาคการผลิตและการค้าขายรู้สึกว่าเงินหายไปจากระบบ แต่เม็ดเงินในตลาดหุ้นดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกวัน เป็นไปได้ไหมครับว่าเงินไม่ได้หายไปไหน แต่ย้ายจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงไปสู่ภาคการเงิน

ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นการเขียนแบบเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ได้มีหลักวิชาการอะไรอ้างอิง ยกเว้นทฤษฎีการเงินว่า MV=PQ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่