
น้ำตาแมลงเม่า
วันก่อนได้รับไลน์จากเพื่อนมา อ่านแล้วก็ขำ ใช่ตรูเลย เวลาซื้อหุ้น (เม่าอย่างเรา) มักจะเจอเหตุการณ์แบบนี้
โดย...สาธิต
วันก่อนได้รับไลน์จากเพื่อนมา อ่านแล้วก็ขำ ใช่ตรูเลย
เวลาซื้อหุ้น (เม่าอย่างเรา) มักจะเจอเหตุการณ์แบบนี้
1.พอเล็งจะซื้อ ราคาจะขึ้นเรื่อยๆ
2.พอซื้อปุ๊บ ราคาหยุดขึ้นและเริ่มปรับขึ้นๆ ลงๆ
3.พอซื้อหุ้นหลายตัว ตัวที่ซื้อเยอะราคาจะขึ้น % น้อย ตัวซื้อน้อยจะขึ้น % เยอะ
4.เวลาหุ้นตก ตัวซื้อเยอะราคาจะลงและติด -% เยอะ ตัวซื้อน้อยอาจจะ+อยู่
5.พอซื้อหุ้นมาได้ 3-5 วันจะรู้สึกว่า เมื่อ 3-5 วันก่อนไม่น่ารีบซื้อมาเลย
6.พอตัดใจขายขาดทุนปุ๊บ ข่าวดีของหุ้นมาพร้อมราคาพุ่งขึ้น
แล้วก็ย้อนกลับไปเริ่มที่ข้อ 1 อีกรอบ^^
เดิมก็คิดว่า “ทำไมเราไม่มีดวงเรื่องหุ้นเลย ทั้งๆ ที่จะซื้อหุ้นตัวไหนก็วิเคราะห์ซะตาจะเป็นกุ้งยิงแล้ว แต่ซื้อเป็นลง ขายเป็นขึ้นทุกที” แต่อ่านไลน์นี้เสร็จก็ฉุกคิดได้ว่า “เฮ้ย ไม่ใช่ตรูคนเดียวที่เป็น อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องดวงแน่นอน มันต้องมีเหตุผล” ว่าแล้วก็ลองไปค้นหาข้อมูล แล้วก็สรุปเองว่าน่าจะมาจากพฤติกรรมของพวกเราที่คล้ายๆ กันนั่นเองครับ
พฤติกรรมอย่างแรกที่พวกเราชาวเม่าชอบทำกัน คือ การตัดสินใจโดยเทียบกับจุดอ้างอิง (Reference point bias) ก็คือ ตอนที่เราจะตัดสินใจ ซื้อหุ้นตัวไหนสักตัว เราก็มักจะเทียบกับราคาวันก่อนหน้า ถ้าราคาวันนี้แพงกว่าเมื่อวาน เราก็จะไม่ซื้อ คิดในใจว่าแพงเกินไป รอให้หุ้นตกมาราคาเท่ากับหรือถูกกว่าเมื่อวานก่อนค่อยซื้อ ตัวอย่างเช่น ถ้าเมื่อวานหุ้น A ปิดที่ราคา 10 บาท วันนี้ 11 บาท เราก็ไม่ซื้อ รอไปเรื่อยๆ (พอเล็งจะซื้อ ราคาจะขึ้นเรื่อยๆ) อ้าว! แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะซื้อ เราก็จะซื้อตอนหุ้นตกครับ อย่างเช่น หุ้น A ราคาขึ้นไปถึง 30 บาท เราก็ยังไม่ซื้อ แต่พอหุ้น A ตกจาก 30 มาเป็น 28 บาท เราก็จะซื้อทันที เพราะเทียบกับ 30 บาท แสดงว่าเราซื้อได้ถูก ทั้งที่ถ้าเทียบกับตอนที่หุ้น A ราคา 12 บาทตอนนั้นถูกกว่ามาก แต่เราไม่ซื้อเพราะมองว่ามันแพง อันนี้แหละครับคือ การตัดสินใจโดยเทียบกับจุดอ้างอิง
แล้วทำไม “พอซื้อปุ๊บ ราคาหยุดขึ้นและเริ่มปรับขึ้นๆ ลงๆ” ก็เพราะกว่าเราจะซื้อ หุ้นก็ขึ้นไปเยอะแล้ว จนใกล้ยอดดอย ราคามันก็เลยขึ้นไปต่ออีกไม่ได้มาก และอีกอย่างก็คือ หุ้นที่ราคาขึ้นเยอะๆ คนก็มักจะพูดถึง เลยทำให้เข้าใจว่าเป็นหุ้นที่ดี เราก็เลยพลอยมองไปว่าหุ้น A เป็นหุ้นที่ดี (จริงๆ แล้ว หุ้น A เป็นหุ้นที่ราคาขึ้นดีเท่านั้น แต่จะเป็นหุ้นดีหรือไม่ก็ได้ไม่รู้) พฤติกรรมอย่างนี้ เขาเรียกกันว่า Anchoring bias คือ การที่ความคิดของเรายึดติดอยู่กับจุดอ้างอิงบางอย่างที่ไม่มีเหตุผลและไม่เกี่ยวข้องกันเลย อย่างกรณีนี้ เราตัดสินใจซื้อหุ้น A เพราะถูกกว่าเมื่อวาน แต่ถ้าเหตุผลที่หุ้น A ราคาตก เป็นเพราะงบออกมาไม่ดี ต่อให้ราคาถูกกว่าเมื่อวาน ก็อาจแพงกว่าพรุ่งนี้ก็ได้
งั้นมาข้อต่อไปเลย “พอซื้อหุ้นหลายตัว ตัวที่ซื้อเยอะราคาจะขึ้น % น้อย ตัวซื้อน้อยจะขึ้น % เยอะ” ที่ตัวที่ซื้อเยอะ ราคาขึ้นน้อย ก็เพราะเราชอบซื้อหุ้นขาลง คือ ซื้อเฉลี่ยต้นทุน ซื้อจนเงินหมด มีหุ้นตัวนั้นเยอะมาก แต่หุ้นก็ยังลงต่อ ก็เลยเป็น “เวลาหุ้นตก ตัวซื้อเยอะราคาจะลงและ ติด -% เยอะ” “ส่วนที่ตัวซื้อน้อยอาจจะ+อยู่” เพราะเราเพิ่งเริ่มซื้อ ราคาอยู่แถวๆ ดอยแบบข้อแรกๆ ราคาจึงอาจขึ้นหรือลงได้บ้างเล็กน้อย
และตอนที่เงินหมดแล้ว หุ้นก็ยังลงต่อ ที่เราว่าเมื่อวานถูก วันนี้ถูกกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ถูกกว่าวันนี้ มะรืนถูกกว่าพรุ่งนี้... เราก็เลยเพิ่งบรรลุสัจธรรม “เมื่อ 3-5 วันก่อนไม่น่ารีบซื้อมาเลย” เฮ้อ! กลุ้ม!
สุดท้ายหลังจากทนดูหุ้นตกมาสักหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ก็นึกถึงที่เซียนสอนกันให้ตัดขาดทุน (Cut loss) ว่าแล้วอย่าปล่อยให้ขาดทุนกว่านี้ ขายขาดทุนดีกว่า เป็นนักลงทุนต้องกล้าตัดสินใจ อ้าว “พอตัดใจขายขาดทุนปุ๊บ ข่าวดีของหุ้นมาพร้อมราคาพุ่งขึ้น” อ้าว! เฮ้ย! ไหงเป็นงี้
เหตุผลก็น่าจะเพราะพวกเราเป็นพวกกลัวขาดทุน (Loss aversion) ก็เลยเลือกเก็บหุ้นที่แย่ๆ เอาไว้ เหตุผลเพียงเพราะ ไม่ขายไม่ขาดทุน ในพอร์ตเราก็เลยมีแต่หุ้นเน่าๆ เต็มไปหมด แล้วหุ้นดีๆ ล่ะ เราไม่มีเลยเหรอ พวกเราก็คงเคยซื้อหุ้นดีกันมาบ้างแหละครับ แต่ถ้าถามว่ากำไรจากหุ้นดี มากกว่าหรือน้อยกว่าขาดทุนจากหุ้นเน่า คำตอบก็น่าจะเป็น ขาดทุนจากหุ้นเน่ามากกว่า เหตุผลก็เพราะเวลาหุ้นขึ้น เรามักจะทนรวยไม่ได้ รีบขายกลัวว่ามันจะลง ปรากฏมันไม่ลง กลับขึ้นต่อ เราก็ไม่กล้าซื้อ คิดว่าแพง รอให้มันลง กว่าจะได้ซื้อก็ตอนมันเริ่มลงจากยอดดอยนั่นแหละ และแล้วประวัติก็ซ้ำรอยอีกครั้งหนึ่ง…
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน Facebook ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







