
เจิ่น ดิงห์ ลอง ราชาเหล็กเวียดนาม
ถ้าพูดถึงเจ้าสัวเวียดนาม เชื่อได้ว่าชื่อของบุรุษผู้นี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ ด้วยทรัพย์สินที่เขาถืออยู่
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
ถ้าพูดถึงเจ้าสัวเวียดนาม เชื่อได้ว่าชื่อของบุรุษผู้นี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ ด้วยทรัพย์สินที่เขาถืออยู่ในมือนับได้ว่าเป็นอันดับสามของประเทศ นอกจากนี้ในวงการธุรกิจยังรู้จักเขาในฐานะราชาเหล็กเวียดนามอีกด้วยสำหรับ เจิ่น ดิงห์ ลอง (Tran Dinh Long) เจ้าของบริษัท ฮัวฟัตกรุ๊ป (HPG) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม ที่ครองสัดส่วนตลาดถึง 22% ทิ้งห่างอันดับที่สองอย่าง Pomina เกือบเท่าตัว นับได้ว่าเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามเลยก็ว่าได้
เนื่องจากรัฐบาลเวียดนาม เร่งส่งเสริมด้านการลงทุนทั้งการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรองรับการพุ่งทะยานของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และรายได้ของประชากร 90 ล้านคน และด้วยการแข่งขันทางตลาดที่รุนแรง เจิ่น ดิงห์ ลอง ไม่รอช้าที่จะขยายธุรกิจให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เริ่มจากการต่อยอดอุตสาหกรรมเหล็กไปยังงานรับเหมาก่อสร้างเพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนเมกะโปรเจกส์ด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่าง Funiki
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านอาหารและสินค้าเกษตรรองรับการขยายตัวของประชากรเวียดนามที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าผลิตสินค้าเกษตร 1 ล้านตัน/ปี และปศุสัตว์ 1 ล้านตัว/ปี
สำหรับ ฮัวฟัตกรุ๊ป (HPG) ยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศ โดยรับรู้รายได้ในปีล่าสุดมากถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 24% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% มีกำลังผลิตเหล็ก 1.8 ล้านตัน ผลิตได้มากกว่าปีก่อน 30% อีกทั้งยอดการส่งออกเหล็กยังเพิ่มขึ้น 50% อีกด้วย ทั้งยังได้แรงส่งจากตลาดก่อสร้างในประเทศที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าผลิตเหล็กให้ถึง 2 ล้านตัน เพื่อเพิ่มรายได้รวมถึงการขยายตลาด ควบคู่ไปกับการมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกหลายพันล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าจับตลาดอาเซียนและส่งออกไปยังตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ด้วยปริมาณมากกว่าปีละแสนตัน ร่วมกับแผนขยายกำลังการผลิตด้วยการลงทุน 9.4 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กแห่งใหม่ในจังหวัดกว่างหงาย หวังเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1 เท่าตัวเป็น 4 ล้านตัน/ปี เพี่อเพิ่มรายได้ให้ถึงปีละ 7 หมื่นล้านพร้อมสร้างอาชีพกับคนในพื้นที่ราว 8,000 ตำแหน่ง ร่วมกับการติดตั้งระบบเทคโนโลยีใหม่ในโรงงานเก่าเพื่อเพิ่มกำลังผลิตต่อปีอีกราว 1.6 ล้านตัน ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังกระชับความแข็งแกร่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ด้วยการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม Pho Noi ในจังหวัดฮึงเยียน และโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม Hoa Mac ในจังหวัดห่านาม พร้อมพัฒนาพื้นที่ย่านชุมชนและแหล่งการค้าอีกราว 1,200 ไร่ ขณะที่ด้านธุรกิจอาหารจะเน้นไปทำตลาดสินค้าประมงและสัตว์น้ำมากขึ้นเพื่อชิงเค้กชิ้นงามกับบริษัทคู่แข่ง โดยภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทเตรียมเพิ่มทุนเพื่อเปิดให้ผู้สนใจลงทุนอีก 250 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า เวียดนามกำลังจะกลายเป็นเสือตัวใหม่ของอาเซียน และน่าจับตาว่าในอนาคตประเทศแห่งนี้จะผลิตเศรษฐีก้าวขึ้นมาในแวดวงธุรกิจอีกหลายคน ปัจจัยหลักกำลังการบริโภคของประชากร 90 ล้านคน และแรงขับจากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ สอดคล้องกับงานวิจัยของประเทศเวียดนามที่ระบุว่าเศรษฐีของเวียดนามในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยี อีกทั้งมีเศรษฐีเพียงหยิบมือเดียวที่เติบโตมาจากวงการธุรกิจอาหารและสินค้าบริโภค
จึงเป็นความท้าทายของนักธุรกิจเวียดนามว่าจะสามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคให้ครองใจประชากรเพื่อแก้ปัญหาสินค้าบริโภคต่างชาติล้นตลาดได้หรือไม่







