
ตลท.ก้าวสู่ปีที่ 43 ด้วย ‘นวัตกรรมและความยั่งยืน’
วันที่ 30 เม.ย. 2560 เป็นวันครบรอบ 42 ปีของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีบทบาทสำคัญ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
วันที่ 30 เม.ย. 2560 เป็นวันครบรอบ 42 ปีของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยการเป็นกลไกและช่องทางระดมทุนของผู้ประกอบการธุรกิจให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้งเป็นช่องทางการออมและสร้างดอกผลจากการลงทุนของประชาชน ตลอดจนเป็นแหล่งความรู้เรื่องการเงินการลงทุนของประชาชนทุกกลุ่ม
“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ให้สัมภาษณ์ถึงการก้าวสู่ปีที่ 43 ว่า ตลท.ก็เหมือนกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่จะมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่เรื่องที่จะให้ความสำคัญหลังจากนี้มี 2 เรื่องใหญ่ คือ “นวัตกรรม” และ “ความยั่งยืน”
คำว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้แสดงถึงคำว่าใหม่อย่างเดียว แต่รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพ หรือปรับปรุงวิธีการเพื่อให้ได้มาในวัตถุประสงค์หลักหรือพันธกิจขององค์กร ทุกปีจะมีจุดเปลี่ยนเล็กๆ เสมอ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทำให้ต้องตื่นตัว เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ บริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ตลท.ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ผู้ลงทุน หรือประชาชนทั่วไป เพราะพันธกิจหลักคือ “Work For Everyone” คือเป็นประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยไม่มีการทิ้งใครอยู่ข้างหลัง
“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้ การที่คิดว่าตัวเองยังใหญ่หรือยังสบายดีอยู่โดยไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และนวัตกรรมนำไปสู่การคิดค้นแบบใหม่หรือวิธีการแบบใหม่ ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนระแบบแอดมินภายในองค์กรเป็นออนไลน์ เพื่อให้การสื่อสารและบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งจะได้รวดเร็วทันใจตามการคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย” เกศรา กล่าว
การที่ ตลท.กำหนดแล้วว่าเดือน มี.ค. 2561 จะเริ่มการชำระราคาเกิดขึ้นเหลือในระยะเวลา 2 วัน (T+2) จากปัจจุบันเป็น T+3 เพื่อไปตามมาตรฐานสากลและสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดทุน เมื่อตลาดทุนไทยพร้อม คนในอุตสาหกรรมก็ต้องช่วยกันเร่งปรับเปลี่ยน เพราะตลาดหุ้นเพื่อนบ้านยังได้เป็น T+2 ไม่ครบ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกหลายแห่งได้ปรับเป็น T+2 หมดแล้ว และการที่ตลาดหุ้นไทยทำได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ทุกอย่างเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานและใช้เทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อน
สำหรับวิธีการทำงานด้านไอทีของ ตลท.ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเขียนโปรแกรมแบบ “Agile” ซึ่งเป็นหลักในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ที่จะทำให้มีความว่องไวและสามารถแก้ไขแผนงานได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีการรื้อแผนงานหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้
ในอดีตได้มีการกำหนดเป้าหมายการทำงาน และจะกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการไว้ตั้งแต่ 1-100 เมื่อมีการเขียนแผนมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างนั้น ก็ต้องมารื้อแผนและลำดับวิธีการใหม่ แต่จากนี้ไปต้องเขียนแบบเป็นโครงคร่าวๆ ก่อน เมื่อเสร็จทีละส่วน หากไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนแผนระหว่างทางได้ด้วยการเขียนวิธีการใหม่
“ทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้การทำงานรวดเร็ว จนส่งผลให้ขั้นตอนต่างๆ สั้นขึ้น และวิธีการที่สามารถเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนแปลงได้และไม่ตายตัว ผิดกับเมื่อก่อนที่เมื่อแผนหรือวิธีการที่วางไว้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ฉะนั้นเมื่อคำว่าดีที่สุด แสดงว่าห้ามเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะมีส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย อย่างต้นทุนของการที่ต้องรื้อแผนหรือวิธีการทั้งหมด แต่ตอนนี้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมรองรับการเป็นดิจิทัล 4.0” เกศรา กล่าว
ดิจิทัล 4.0 ไม่ใช่การเปลี่ยนจากกระดาษเป็นดิจิทัล แต่คือการเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ให้เร็วขึ้น ตอนนี้ ตลท.มีทีมสำรวจงานของ ตลท.ทั้งหมดว่ามีอะไรที่ซับซ้อนงานกันตรงไหน ก็จะพิจารณาใหม่
เช่น ตอนนี้ถ้ามีหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เข้ามาใหม่ 1 แห่ง ก็ดูเลยว่าส่วนงานไหนทำอะไรไปบ้าง เมื่อวนไปส่วนงานอื่น ถ้าส่วนงานอื่นทำแล้วในงานที่ซ้ำกันก็ไม่ต้องทำ หรือบางส่วนงานที่ทำมีอะไรบ้างที่จะใช้เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) เข้ามาช่วยเพื่อลดความซ้ำซ้อนการทำงาน
“เกศรา” กล่าวว่า งานใหม่ที่เข้ามาก็มาก แต่ละส่วนงานต้องการขอคนเพิ่ม แต่อยู่ระหว่างต้องลดส่วนที่ซ้ำซ้อนกันลง เพราะสิ่งที่จะต้องทำคือคนจำนวนเท่าเดิมที่มีอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้คนทำงานมากขึ้น และต้องให้ดิจิทัลมาช่วยเพิ่มมูลค่า ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลากว่าจะปรับทุกอย่างให้เข้าที่
นอกจากนั้น ยังมองว่าการนำเทคโนโลยีมาช่วยเป็นเครื่องมือในการลงทุน จะช่วยทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และผู้ลงทุนสามารถอยู่ได้ “อย่างยั่งยืน” ด้วย อย่างที่ไปดูงานที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาล่าสุด นำ “Robo-advisor” มาบริการทางการเงินเพื่อบริหารความมั่งคั่ง (Asset Allocation) แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะแนะนำให้นักลงทุนแต่ละคนสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
“Robo-advisor” ที่ต่างประเทศอาจจะเป็นฟินเทค เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่การตลาดที่จะช่วยในการเช็ก หรือเป็นไกด์ไลน์ให้ลูกค้าได้ตอบคำถามนี้ เมื่อเสร็จแล้วก็จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและอธิบายให้เห็นว่าผู้ลงทุนรายบุคคลนั้นควรมีการจัดสรรการลงทุนไว้อย่างไรบ้าง แต่หากเป็นนักลงทุนแบบส่วนบุคคลก็ต้องมีวิธีการสอบถามหรือทำแบบสำรวจข้อมูลอีกแบบหนึ่ง
ทั้งนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องเป็นผู้ลงทุนในต้นทุนที่สูง และผู้ลงทุนเองต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากเพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลในการลงทุน ทาง บล.จึงต้องใช้ Robo มาช่วย เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง
ตรงข้ามกับไทยที่มีต้นทุนการใช้ข้อมูลถูก และจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ต้นทุนทางด้านข้อมูลถูกไปกว่านี้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาฟินเทคในไทยใช้ในรูปแบบที่ยังเป็นช่องว่าง หรือใช้ Robo ในการลงทุนกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวตฟันด์)
“เกศรา” กล่าวว่า ตลท.ก็มีการช่วยลดต้นทุนให้กับคนในอุตสาหกรรมด้วยการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นประโยชน์ส่วนรวมต่ออุตสาหกรรม เช่น ตั้งแต่ต้นปีได้ทำ “ฟันด์คอนเนก” ที่เป็นฐานข้อมูลกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ลงทุนกับนายหน้าซื้อขายกองทุนรวมหรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุน และ บลจ.ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงกองทุนรวมได้กว้างขวางขึ้น และสามารถซื้อขายกองทุนรวมสะดวกคล่องตัว รวมถึงวางแผนการเงินง่ายขึ้นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
นอกจากนั้น ให้ บล.เชื่อมต่อกับระบบกลางเซตเทรดเพื่อเปิดโอกาสให้ฟินเทคได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการซื้อขายมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากที่มี บล.ที่เป็นพันธมิตรกับฟินเทคแล้วมีการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และกองทุนรวมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายผู้ลงทุนและอำนวยความสะดวกในการลงทุนทั้งหุ้นและกองทุนรวมได้ในบัญชีเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ตลท.จะปรับตัวคนเดียวไม่ได้ ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมตลาดทุนได้รู้ว่าเราต้องเคลื่อนไหว อยู่ที่เดิมไม่ได้ ต้องทำให้คนในอุตสาหกรรมตลาดทุนขับเคลื่อนและอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ตลท.ได้เริ่มจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในกลุ่มของผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือซีอีโอคลับ หรือผู้บริหารด้านการเงิน (ซีอีโอ) เช่น การทำดิจิทัลแบรนดิ้ง ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือการออกไปต่างประเทศของแต่ละ บจ.ประสบความสำเร็จอย่างไร







