posttoday
ตลท.ก้าวสู่ปีที่ 43 ด้วย ‘นวัตกรรมและความยั่งยืน’

ตลท.ก้าวสู่ปีที่ 43 ด้วย ‘นวัตกรรมและความยั่งยืน’

14 เมษายน 2560

วันที่ 30 เม.ย. 2560 เป็นวันครบรอบ 42 ปีของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีบทบาทสำคัญ

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

วันที่ 30 เม.ย. 2560 เป็นวันครบรอบ 42 ปีของการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยการเป็นกลไกและช่องทางระดมทุนของผู้ประกอบการธุรกิจให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้งเป็นช่องทางการออมและสร้างดอกผลจากการลงทุนของประชาชน ตลอดจนเป็นแหล่งความรู้เรื่องการเงินการลงทุนของประชาชนทุกกลุ่ม

“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ให้สัมภาษณ์ถึงการก้าวสู่ปีที่ 43 ว่า ตลท.ก็เหมือนกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่จะมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่เรื่องที่จะให้ความสำคัญหลังจากนี้มี 2 เรื่องใหญ่ คือ “นวัตกรรม” และ “ความยั่งยืน”

คำว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้แสดงถึงคำว่าใหม่อย่างเดียว แต่รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพ หรือปรับปรุงวิธีการเพื่อให้ได้มาในวัตถุประสงค์หลักหรือพันธกิจขององค์กร ทุกปีจะมีจุดเปลี่ยนเล็กๆ เสมอ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทำให้ต้องตื่นตัว เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ บริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ตลท.ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ผู้ลงทุน หรือประชาชนทั่วไป เพราะพันธกิจหลักคือ “Work For Everyone” คือเป็นประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยไม่มีการทิ้งใครอยู่ข้างหลัง

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้ การที่คิดว่าตัวเองยังใหญ่หรือยังสบายดีอยู่โดยไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และนวัตกรรมนำไปสู่การคิดค้นแบบใหม่หรือวิธีการแบบใหม่ ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนระแบบแอดมินภายในองค์กรเป็นออนไลน์ เพื่อให้การสื่อสารและบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งจะได้รวดเร็วทันใจตามการคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย” เกศรา กล่าว

การที่ ตลท.กำหนดแล้วว่าเดือน มี.ค. 2561 จะเริ่มการชำระราคาเกิดขึ้นเหลือในระยะเวลา 2 วัน (T+2) จากปัจจุบันเป็น T+3 เพื่อไปตามมาตรฐานสากลและสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดทุน เมื่อตลาดทุนไทยพร้อม คนในอุตสาหกรรมก็ต้องช่วยกันเร่งปรับเปลี่ยน เพราะตลาดหุ้นเพื่อนบ้านยังได้เป็น T+2 ไม่ครบ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกหลายแห่งได้ปรับเป็น T+2 หมดแล้ว และการที่ตลาดหุ้นไทยทำได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ทุกอย่างเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานและใช้เทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อน

สำหรับวิธีการทำงานด้านไอทีของ ตลท.ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเขียนโปรแกรมแบบ “Agile” ซึ่งเป็นหลักในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ที่จะทำให้มีความว่องไวและสามารถแก้ไขแผนงานได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีการรื้อแผนงานหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้

ในอดีตได้มีการกำหนดเป้าหมายการทำงาน และจะกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการไว้ตั้งแต่ 1-100 เมื่อมีการเขียนแผนมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างนั้น ก็ต้องมารื้อแผนและลำดับวิธีการใหม่ แต่จากนี้ไปต้องเขียนแบบเป็นโครงคร่าวๆ ก่อน เมื่อเสร็จทีละส่วน หากไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนแผนระหว่างทางได้ด้วยการเขียนวิธีการใหม่

“ทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้การทำงานรวดเร็ว จนส่งผลให้ขั้นตอนต่างๆ สั้นขึ้น และวิธีการที่สามารถเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนแปลงได้และไม่ตายตัว ผิดกับเมื่อก่อนที่เมื่อแผนหรือวิธีการที่วางไว้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ฉะนั้นเมื่อคำว่าดีที่สุด แสดงว่าห้ามเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะมีส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย อย่างต้นทุนของการที่ต้องรื้อแผนหรือวิธีการทั้งหมด แต่ตอนนี้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมรองรับการเป็นดิจิทัล 4.0” เกศรา กล่าว

ดิจิทัล 4.0 ไม่ใช่การเปลี่ยนจากกระดาษเป็นดิจิทัล แต่คือการเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ให้เร็วขึ้น ตอนนี้ ตลท.มีทีมสำรวจงานของ ตลท.ทั้งหมดว่ามีอะไรที่ซับซ้อนงานกันตรงไหน ก็จะพิจารณาใหม่

ตลท.ก้าวสู่ปีที่ 43 ด้วย ‘นวัตกรรมและความยั่งยืน’ เกศรา มัญชุศร

เช่น ตอนนี้ถ้ามีหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เข้ามาใหม่ 1 แห่ง ก็ดูเลยว่าส่วนงานไหนทำอะไรไปบ้าง เมื่อวนไปส่วนงานอื่น ถ้าส่วนงานอื่นทำแล้วในงานที่ซ้ำกันก็ไม่ต้องทำ หรือบางส่วนงานที่ทำมีอะไรบ้างที่จะใช้เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) เข้ามาช่วยเพื่อลดความซ้ำซ้อนการทำงาน

“เกศรา” กล่าวว่า งานใหม่ที่เข้ามาก็มาก แต่ละส่วนงานต้องการขอคนเพิ่ม แต่อยู่ระหว่างต้องลดส่วนที่ซ้ำซ้อนกันลง เพราะสิ่งที่จะต้องทำคือคนจำนวนเท่าเดิมที่มีอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้คนทำงานมากขึ้น และต้องให้ดิจิทัลมาช่วยเพิ่มมูลค่า ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลากว่าจะปรับทุกอย่างให้เข้าที่

นอกจากนั้น ยังมองว่าการนำเทคโนโลยีมาช่วยเป็นเครื่องมือในการลงทุน จะช่วยทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และผู้ลงทุนสามารถอยู่ได้ “อย่างยั่งยืน” ด้วย อย่างที่ไปดูงานที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาล่าสุด นำ “Robo-advisor” มาบริการทางการเงินเพื่อบริหารความมั่งคั่ง (Asset Allocation) แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะแนะนำให้นักลงทุนแต่ละคนสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

“Robo-advisor” ที่ต่างประเทศอาจจะเป็นฟินเทค เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่การตลาดที่จะช่วยในการเช็ก หรือเป็นไกด์ไลน์ให้ลูกค้าได้ตอบคำถามนี้ เมื่อเสร็จแล้วก็จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและอธิบายให้เห็นว่าผู้ลงทุนรายบุคคลนั้นควรมีการจัดสรรการลงทุนไว้อย่างไรบ้าง แต่หากเป็นนักลงทุนแบบส่วนบุคคลก็ต้องมีวิธีการสอบถามหรือทำแบบสำรวจข้อมูลอีกแบบหนึ่ง

ทั้งนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องเป็นผู้ลงทุนในต้นทุนที่สูง และผู้ลงทุนเองต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากเพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลในการลงทุน ทาง บล.จึงต้องใช้ Robo มาช่วย เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง

ตรงข้ามกับไทยที่มีต้นทุนการใช้ข้อมูลถูก และจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ต้นทุนทางด้านข้อมูลถูกไปกว่านี้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาฟินเทคในไทยใช้ในรูปแบบที่ยังเป็นช่องว่าง หรือใช้ Robo ในการลงทุนกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวตฟันด์)

“เกศรา” กล่าวว่า ตลท.ก็มีการช่วยลดต้นทุนให้กับคนในอุตสาหกรรมด้วยการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นประโยชน์ส่วนรวมต่ออุตสาหกรรม เช่น ตั้งแต่ต้นปีได้ทำ “ฟันด์คอนเนก” ที่เป็นฐานข้อมูลกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ลงทุนกับนายหน้าซื้อขายกองทุนรวมหรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุน และ บลจ.ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงกองทุนรวมได้กว้างขวางขึ้น และสามารถซื้อขายกองทุนรวมสะดวกคล่องตัว รวมถึงวางแผนการเงินง่ายขึ้นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

นอกจากนั้น ให้ บล.เชื่อมต่อกับระบบกลางเซตเทรดเพื่อเปิดโอกาสให้ฟินเทคได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการซื้อขายมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากที่มี บล.ที่เป็นพันธมิตรกับฟินเทคแล้วมีการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และกองทุนรวมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายผู้ลงทุนและอำนวยความสะดวกในการลงทุนทั้งหุ้นและกองทุนรวมได้ในบัญชีเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ตลท.จะปรับตัวคนเดียวไม่ได้ ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมตลาดทุนได้รู้ว่าเราต้องเคลื่อนไหว อยู่ที่เดิมไม่ได้ ต้องทำให้คนในอุตสาหกรรมตลาดทุนขับเคลื่อนและอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ตลท.ได้เริ่มจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในกลุ่มของผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือซีอีโอคลับ หรือผู้บริหารด้านการเงิน (ซีอีโอ) เช่น การทำดิจิทัลแบรนดิ้ง ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือการออกไปต่างประเทศของแต่ละ บจ.ประสบความสำเร็จอย่างไร

ทั้งนี้ การก้าวย่างสู่ปีที่ 43 ของ ตลท. จึงต้องอาศัยทุกคนในอุตสาหกรรมร่วมมือกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมตลาดทุนไทยอยู่ได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งบนเวทีโลกได้

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่