
Border Adjustment Tax…นโยบายอันตรายต่อการค้าโลก
โดย...คมศรBorder Adjustment Tax หรือ BAT เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีที่พรรครีพับลิกัน เสนอควบคู่กับการลดภาษีนิติบุคคลลง (จาก 35% เป็น 20%) โดยจะส่งผลให้บริษัทที่มียอดนำเข้าสุทธิ (นำเข้ามากกว่าส่งออก) ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มียอดส่งออกสุทธิจะเสียภาษีลดลง ซึ่งเปรียบเสมือนการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้า เพื่อนำไปอุดหนุนสินค้าส่งออกนั่นเองBAT จะเปลี่ยนวิธีการคิดกำไรของบริษัทที่จะนำมาคำนวณภาษีนิติบุคคล โดยรายได้จากการส่งออกไปนอกประเทศจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคิดรวมเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ในขณะที่ต้นทุนสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ยกตัวอย่าง บริษัท A, B และ C ซึ่งมียอดขาย 100 เหรียญสหรัฐ และต้นทุน 80 เหรียญสหรัฐ เท่ากันทั้ง 3 บริษัท แต่มีโครงสร้างการนำเข้า-ส่งออกที่แตกต่างกันดังนี้บริษัท A เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศ ซึ่งรายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในสหรัฐทั้งหมดบริษัท B เป็นบริษัทนำเข้าสินค้า ซึ่งรายได้ทั้งหมดมาจากการขายสินค้าในสหรัฐ ส่วนรายจ่ายทั้งหมดเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศบริษัท C เป็นบริษัทส่งออก ซึ่งรายได้ทั้งหมดมาจากการขายสินค้าไ
โดย...คมศร
Border Adjustment Tax หรือ BAT เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีที่พรรครีพับลิกัน เสนอควบคู่กับการลดภาษีนิติบุคคลลง (จาก 35% เป็น 20%) โดยจะส่งผลให้บริษัทที่มียอดนำเข้าสุทธิ (นำเข้ามากกว่าส่งออก) ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มียอดส่งออกสุทธิจะเสียภาษีลดลง ซึ่งเปรียบเสมือนการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้า เพื่อนำไปอุดหนุนสินค้าส่งออกนั่นเอง
BAT จะเปลี่ยนวิธีการคิดกำไรของบริษัทที่จะนำมาคำนวณภาษีนิติบุคคล โดยรายได้จากการส่งออกไปนอกประเทศจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคิดรวมเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ในขณะที่ต้นทุนสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้
ยกตัวอย่าง บริษัท A, B และ C ซึ่งมียอดขาย 100 เหรียญสหรัฐ และต้นทุน 80 เหรียญสหรัฐ เท่ากันทั้ง 3 บริษัท แต่มีโครงสร้างการนำเข้า-ส่งออกที่แตกต่างกันดังนี้
บริษัท A เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศ ซึ่งรายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในสหรัฐทั้งหมด
บริษัท B เป็นบริษัทนำเข้าสินค้า ซึ่งรายได้ทั้งหมดมาจากการขายสินค้าในสหรัฐ ส่วนรายจ่ายทั้งหมดเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
บริษัท C เป็นบริษัทส่งออก ซึ่งรายได้ทั้งหมดมาจากการขายสินค้าไปนอกประเทศ ส่วนรายจ่ายทั้งหมดเกิดจากต้นทุนการผลิตในประเทศ
ในการคิดภาษีปกติ ทั้ง 3 บริษัทจะมีกำไรเท่ากันที่ 20 เหรียญสหรัฐ และเสียภาษีเท่ากัน แต่ในกรณีที่คิดภาษีแบบ BAT บริษัท B จะมีกำไรที่ถูกนำไปคิดภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 100 เหรียญสหรัฐ (ยอดขายในประเทศ 100 เหรียญสหรัฐหักด้วย ต้นทุนในประเทศ 0 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเมื่อคิดภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20% จะทำให้ บริษัท B มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเหลือ 0 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่บริษัท C ซึ่งเป็นบริษัทส่งออก จะขาดทุน 80 เหรียญสหรัฐ (ยอดขายในประเทศ 0 เหรียญสหรัฐหักด้วย ต้นทุนในประเทศ 80 เหรียญสหรัฐ) และไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเลย จึงทำให้มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 20 เหรียญสหรัฐ (รวมทั้งยังได้เครดิตภาษีจากการขาดทุนสะสมอีกด้วย) ส่วนบริษัท A จะเสียภาษีเท่าเดิม เนื่องจากรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศ
อีกนัยหนึ่ง การเก็บภาษีนิติบุคคลแบบ BAT เปรียบเสมือนการเก็บภาษีจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1) ฐานภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทตามปกติ และ 2) ฐานภาษีจากการนำเข้าสุทธิของบริษัท ดังนั้นในภาพรวม การเก็บภาษี BAT จึงเป็นการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้า (ผ่านการเก็บภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากบริษัท B) และไปอุดหนุนให้สินค้าส่งออก (ผ่านการลดภาษีนิติบุคคลให้บริษัท C) นั่นเอง
หาก BAT ถูกนำไปใช้จริง ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าที่ผลิตจากสหรัฐ ในตลาดโลก (เนื่องจากจะได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคล) โดยฝ่ายผู้สนับสนุนภาษี BAT อ้างว่าสินค้าส่งออกจากสหรัฐถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากสินค้าส่งออกจากสหรัฐ ถูกเก็บภาษีนิติบุคคลในอัตราที่สูง (ปัจจุบัน 35%) แล้วยังต้องถูกเก็บภาษี VAT ซ้ำอีกเมื่อถูกนำไปขายในต่างประเทศ จึงทำให้สินค้าจากสหรัฐ เสียเปรียบผู้ผลิตจากประเทศอื่น ในขณะที่สินค้าของประเทศคู่แข่งที่นำเข้ามาขายในสหรัฐ จะสามารถขอคืนภาษี VAT จากประเทศต้นทางได้เต็มจำนวน และจะไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเมื่อถูกนำมาขายในสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐไม่มีระบบ VAT
แต่ในทางกลับกัน BAT ก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าที่นำเข้าไปขายในสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ประเทศคู่ค้าอาจมอง BAT เป็นการกีดกันทางการค้า และอาจตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำแพงภาษี ซึ่งจะยิ่งส่งผลลบต่อการค้าโลกที่ซบเซาอยู่ในปัจจุบัน
ด้านตลาดเงินและตลาดทุน ภาษี BAT อาจส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยตามทฤษฎีเหรียญสหรัฐอาจแข็งค่าได้ถึง 25% เพื่อชดเชยผลกระทบทางภาษีต่อผู้นำเข้า ซึ่งเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วอาจส่งผลต่อเนื่องให้เกิดเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกระลอก
ภาษี BAT เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีที่พรรครีพับลิกัน เสนอควบคู่กับการลดภาษีนิติบุคคลลง (จาก 35% เป็น 20%) โดยการใช้ BAT จะช่วยชดเชยการขาดดุลจากการลดภาษีไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้กฎหมายปฏิรูปภาษีมีโอกาสผ่านสภาได้มากขึ้น หรือในทางกลับกัน หากไม่มีภาษี BAT ก็อาจทำให้แผนการลดภาษีขนาดใหญ่ที่ตลาดคาดหวังถูกคัดค้าน เนื่องจากจะทำให้ภาครัฐขาดดุลงบประมาณมากเกินไป อย่างไรก็ดีนักการเมืองฝ่ายรีพับลิกันและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนต่อข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งเรายังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าข้อเสนอภาษี BAT จะถูกรวมเข้าไปในร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีที่คาดว่าจะเข้าสู่สภาในช่วงกลางปีนี้หรือไม่







