
ลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน
โดย...ประกิตการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2560 ได้เสร็จสิ้นลงและมีสาระสำคัญดังนี้ :1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ตามที่ตลาดคาดไว้2.แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น โดยทั้งตลาดแรงงานและเงินเฟ้อกำลังเป็นไปตามเป้าหมายที่เฟดวางเอาไว้ อย่างไรก็ตามเฟดคงเป้าอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2560 และปี 2562 ไว้ที่ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มีเพียงปี 2561 ที่ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขึ้นมาที่ 2.1% พร้อมเปิดสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป3.คณะกรรมการเฟดคงคาดการณ์ดอกเบี้ยปี 2560 ที่ 1.375% แต่มีการปรับคาดการณ์ของปี 2562 ขึ้นเล็กน้อย โดยคาดดอกเบี้ยปี 2561-2562 และระยะยาวที่ 2.125%, 3%, 3% จากเดิม 2.125%, 2.875% และ 3% ตามลำดับ4.คณะกรรมการจะยังคงนโยบายลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) จนกว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นมาในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มลดขนาดงบดุลลงในปลายปีนี้หรือปีหน้าหลังจบสิ้นการประชุม FOMC 16 ใน 18 สถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าหลักกับเฟด ยังคงมุมมองว
โดย...ประกิต
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2560 ได้เสร็จสิ้นลงและมีสาระสำคัญดังนี้ :
1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ตามที่ตลาดคาดไว้
2.แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น โดยทั้งตลาดแรงงานและเงินเฟ้อกำลังเป็นไปตามเป้าหมายที่เฟดวางเอาไว้ อย่างไรก็ตามเฟดคงเป้าอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2560 และปี 2562 ไว้ที่ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มีเพียงปี 2561 ที่ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขึ้นมาที่ 2.1% พร้อมเปิดสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป
3.คณะกรรมการเฟดคงคาดการณ์ดอกเบี้ยปี 2560 ที่ 1.375% แต่มีการปรับคาดการณ์ของปี 2562 ขึ้นเล็กน้อย โดยคาดดอกเบี้ยปี 2561-2562 และระยะยาวที่ 2.125%, 3%, 3% จากเดิม 2.125%, 2.875% และ 3% ตามลำดับ
4.คณะกรรมการจะยังคงนโยบายลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) จนกว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นมาในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มลดขนาดงบดุลลงในปลายปีนี้หรือปีหน้า
หลังจบสิ้นการประชุม FOMC 16 ใน 18 สถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าหลักกับเฟด ยังคงมุมมองว่าเฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ แต่มี 2 เสียงที่มองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง รวมทั้งหมดเป็น 4 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเฟดคำนวณความน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 2560 เพียง 13.3% อย่างไรก็ตามความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. 2560 อยู่ที่ 50.2% เดือน ก.ย.อยู่ที่ 76.9% และเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 87.2%
ตลาดเงินตอบรับทันที ดัชนีเหรียญสหรัฐปรับลง 1% อยู่ที่ระดับ 100.5 ต่ำสุดในรอบเดือน ทั้งนี้ตลาดได้มีการขายเมื่อความจริงปรากฏหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามคาด แต่คงการขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มที่หวังว่าเฟดจะพูดในเชิง Hawkish Tone มากกว่านี้ มีความผิดหวัง ค่าเงินบาทกลับมาแข็งแตะ 35.02 บาท จากแถวๆ 35.3 บาท/เหรียญสหรัฐอีกครั้ง อย่างไรก็ตามมองการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ เป็นเพียงการขายเมื่อความจริงปรากฏในระยะสั้น ในระยะกลางถึงยาวคาดเงินเหรียญสหรัฐจะถูกซื้อคืน
กระแสการลดการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายธนาคารกลางทั่วโลกเกิดขึ้น ธนาคารแห่งประเทศจีน (PBOC) ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.10% ทั้งเงินกู้ระยะกลาง (MLF) และข้อตกลงซื้อคืนพันธบัตรที่ปฏิบัติการในตลาด (OMO) ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่าจะไม่ขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้การที่เฟดวางแผนขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ธนาคารกลางรอบโลกมีแรงกดดันให้ปรับนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยหนุนการฟื้นตัวในเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยุโรป อีกด้วย ซึ่งเราเริ่มเห็นการคาดการณ์อัตราการเติบโตด้านจีดีพีในประเทศพัฒนาแล้วของบลูมเบิร์กถูกปรับขึ้นมาจากประมาณการในเดือนก่อน โดยอัตราการเติบโตของจีดีพีในยูโรปรับขึ้นเป็น 1.6% จาก 1.5% ฮ่องกงปรับขึ้นเป็น 2.1% จาก 1.8% และสิงคโปร์ปรับขึ้นเป็น 2.0% จาก 1.5%
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในตลาดพัฒนาแล้วนอกจากจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่แล้ว จะยังหนุนกระแสลดการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกซึ่งจะเป็นการบีบให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องเริ่มพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอีกด้วย
เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา เป็นเพียงตามกลไกอัตราแลกเปลี่ยน และแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยยังไม่เห็นการเข้าซื้อคืนเงินบาทของนักลงทุนต่างประเทศ ดูได้จากในตลาดตราสารหนี้ จริงอยู่ว่านักลงทุนต่างชาติมีการเข้าซื้อสุทธิ แต่ก็ซื้อเพียง 1,000 ล้านบาท และเป็นการซื้อในตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนระยะสั้นที่เป็นตัวสะท้อนถึงเงินไหลเข้าออก ต่างชาติยังขาย 50 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าเงินยังไม่ได้ไหลเข้ามา ตลาดทุนต่างชาติก็ยังขายอีก 1,320 ล้านบาท มองว่าเงินบาทจะยังอ่อนค่าในระยะถัดไป และจะกลับไปที่ 35.7 บาท/เหรียญสหรัฐ กระแสเงินที่ไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพื่อโยกเข้าสู่ตลาดพัฒนาแล้ว จะทำให้หุ้นไทย ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนไหลออก การดีดกลับของดัชนีในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เป็นเพียงการดีดกลับทางเทคนิค หลังลงทดสอบเป้าการปรับฐานที่ 1,530 จุด โดยฟื้นตัวในรอบนี้ต้องระวังบริเวณ 1,570 จุด เป็นระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) 15 เท่า ด้วยมูลค่าที่ตึงตัว และตลาดขาดปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจน







