posttoday
ลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

ลดนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

20 มีนาคม 2560

โดย...ประกิตการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2560 ได้เสร็จสิ้นลงและมีสาระสำคัญดังนี้ :1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ตามที่ตลาดคาดไว้2.แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น โดยทั้งตลาดแรงงานและเงินเฟ้อกำลังเป็นไปตามเป้าหมายที่เฟดวางเอาไว้ อย่างไรก็ตามเฟดคงเป้าอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2560 และปี 2562 ไว้ที่ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มีเพียงปี 2561 ที่ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขึ้นมาที่ 2.1% พร้อมเปิดสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป3.คณะกรรมการเฟดคงคาดการณ์ดอกเบี้ยปี 2560 ที่ 1.375% แต่มีการปรับคาดการณ์ของปี 2562 ขึ้นเล็กน้อย โดยคาดดอกเบี้ยปี 2561-2562 และระยะยาวที่ 2.125%, 3%, 3% จากเดิม 2.125%, 2.875% และ 3% ตามลำดับ4.คณะกรรมการจะยังคงนโยบายลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) จนกว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นมาในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มลดขนาดงบดุลลงในปลายปีนี้หรือปีหน้าหลังจบสิ้นการประชุม FOMC 16 ใน 18 สถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าหลักกับเฟด ยังคงมุมมองว

โดย...ประกิต

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. 2560 ได้เสร็จสิ้นลงและมีสาระสำคัญดังนี้ :

1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็น 0.75-1.00% ตามที่ตลาดคาดไว้

2.แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น โดยทั้งตลาดแรงงานและเงินเฟ้อกำลังเป็นไปตามเป้าหมายที่เฟดวางเอาไว้ อย่างไรก็ตามเฟดคงเป้าอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของปี 2560 และปี 2562 ไว้ที่ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มีเพียงปี 2561 ที่ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ขึ้นมาที่ 2.1% พร้อมเปิดสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป

3.คณะกรรมการเฟดคงคาดการณ์ดอกเบี้ยปี 2560 ที่ 1.375% แต่มีการปรับคาดการณ์ของปี 2562 ขึ้นเล็กน้อย โดยคาดดอกเบี้ยปี 2561-2562 และระยะยาวที่ 2.125%, 3%, 3% จากเดิม 2.125%, 2.875% และ 3% ตามลำดับ

4.คณะกรรมการจะยังคงนโยบายลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) จนกว่าอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นมาในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มลดขนาดงบดุลลงในปลายปีนี้หรือปีหน้า

หลังจบสิ้นการประชุม FOMC 16 ใน 18 สถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าหลักกับเฟด ยังคงมุมมองว่าเฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ แต่มี 2 เสียงที่มองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง รวมทั้งหมดเป็น 4 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ดอกเบี้ยเฟดคำนวณความน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 2560 เพียง 13.3% อย่างไรก็ตามความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. 2560 อยู่ที่ 50.2% เดือน ก.ย.อยู่ที่ 76.9% และเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 87.2%

ตลาดเงินตอบรับทันที ดัชนีเหรียญสหรัฐปรับลง 1% อยู่ที่ระดับ 100.5 ต่ำสุดในรอบเดือน ทั้งนี้ตลาดได้มีการขายเมื่อความจริงปรากฏหลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นไปตามคาด แต่คงการขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มที่หวังว่าเฟดจะพูดในเชิง Hawkish Tone มากกว่านี้ มีความผิดหวัง ค่าเงินบาทกลับมาแข็งแตะ 35.02 บาท จากแถวๆ 35.3 บาท/เหรียญสหรัฐอีกครั้ง อย่างไรก็ตามมองการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ เป็นเพียงการขายเมื่อความจริงปรากฏในระยะสั้น ในระยะกลางถึงยาวคาดเงินเหรียญสหรัฐจะถูกซื้อคืน

กระแสการลดการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายธนาคารกลางทั่วโลกเกิดขึ้น ธนาคารแห่งประเทศจีน (PBOC) ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.10% ทั้งเงินกู้ระยะกลาง (MLF) และข้อตกลงซื้อคืนพันธบัตรที่ปฏิบัติการในตลาด (OMO) ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยและส่งสัญญาณว่าจะไม่ขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้การที่เฟดวางแผนขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ธนาคารกลางรอบโลกมีแรงกดดันให้ปรับนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยหนุนการฟื้นตัวในเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ยุโรป อีกด้วย ซึ่งเราเริ่มเห็นการคาดการณ์อัตราการเติบโตด้านจีดีพีในประเทศพัฒนาแล้วของบลูมเบิร์กถูกปรับขึ้นมาจากประมาณการในเดือนก่อน โดยอัตราการเติบโตของจีดีพีในยูโรปรับขึ้นเป็น 1.6% จาก 1.5% ฮ่องกงปรับขึ้นเป็น 2.1% จาก 1.8% และสิงคโปร์ปรับขึ้นเป็น 2.0% จาก 1.5%

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในตลาดพัฒนาแล้วนอกจากจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่แล้ว จะยังหนุนกระแสลดการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกซึ่งจะเป็นการบีบให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องเริ่มพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอีกด้วย

เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา เป็นเพียงตามกลไกอัตราแลกเปลี่ยน และแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยยังไม่เห็นการเข้าซื้อคืนเงินบาทของนักลงทุนต่างประเทศ ดูได้จากในตลาดตราสารหนี้ จริงอยู่ว่านักลงทุนต่างชาติมีการเข้าซื้อสุทธิ แต่ก็ซื้อเพียง 1,000 ล้านบาท และเป็นการซื้อในตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนระยะสั้นที่เป็นตัวสะท้อนถึงเงินไหลเข้าออก ต่างชาติยังขาย 50 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าเงินยังไม่ได้ไหลเข้ามา ตลาดทุนต่างชาติก็ยังขายอีก 1,320 ล้านบาท มองว่าเงินบาทจะยังอ่อนค่าในระยะถัดไป และจะกลับไปที่ 35.7 บาท/เหรียญสหรัฐ กระแสเงินที่ไหลออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพื่อโยกเข้าสู่ตลาดพัฒนาแล้ว จะทำให้หุ้นไทย ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนไหลออก การดีดกลับของดัชนีในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เป็นเพียงการดีดกลับทางเทคนิค หลังลงทดสอบเป้าการปรับฐานที่ 1,530 จุด โดยฟื้นตัวในรอบนี้ต้องระวังบริเวณ 1,570 จุด เป็นระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) 15 เท่า ด้วยมูลค่าที่ตึงตัว และตลาดขาดปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่