
'บิ๊กตู่'สั่งเร่งเพิ่มขีดแข่งขัน
"บิ๊กตู่" สั่งปรับกฎหมายอำนวยความสะดวกเอื้อการลงทุนต่อเนื่อง พร้อมทำแผนเพิ่มขีดความสามารถ 20 ปี ก่อนชง ปยป.ขับเคลื่อน
"บิ๊กตู่" สั่งปรับกฎหมายอำนวยความสะดวกเอื้อการลงทุนต่อเนื่อง พร้อมทำแผนเพิ่มขีดความสามารถ 20 ปี ก่อนชง ปยป.ขับเคลื่อน
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2560 ได้มีการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนแนวทางต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวน ปรับปรุง และยกเลิกข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้ต่อเนื่องจากที่ได้ดำเนินการมาแล้ว
ทั้งนี้ โดยเฉพาะกฎหมายด้านการค้า การลงทุน ที่สะสมมานานและนักลงทุนต่างชาติยังมองว่าหลายฉบับมีความล้าหลังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ หากทำได้จะช่วยให้การจัดอันดับของประเทศไทยดีขึ้น ที่ผ่านมาก็มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังศึกษาข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในด้านการเงินที่ขณะนี้มีรูปแบบการใช้บริการที่เปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น
นายปรเมธี กล่าวว่า กพข.มีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ นำแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะ 20 ปี ไปทบทวน จัดทำแผนงานและโครงการในระดับปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากนั้นจึงให้เสนอแนวทางเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อขับเคลื่อน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวางแผนขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวอย่างเป็นรูปเป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถดังกล่าวไปจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการแท้จริง
นายปรเมธี กล่าวว่า กพข.ได้ประเมินถึงแนวโน้มในอนาคต 3 เรื่อง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปพิจารณาประกอบการทำแผนเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ได้แก่ แนวโน้มที่ 1 การเตรียมพร้อมรองรับแนวโน้มจำนวนประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ในปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวนผู้สูงอายุของประเทศไทยจะมีจำนวนมากถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด คาดว่าเมื่อสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ชาติในปี 2579 จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 30% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางด้านต่างๆ มารองรับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งในด้านสังคมและการดูแลผู้ประกอบการ
สำหรับแนวโน้มที่ 2 เตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruptive Technology) ทั้งภาคการผลิตและบริการ และแนวโน้มที่ 3 การหาโอกาสในภูมิภาคที่ไทยที่จะสร้างความเชื่อมโยง จะต้องเร่งสร้างขีดความสามารถของประเทศด้วยการปรับปรุงภาคการผลิตและบริการ เชื่อมโยงประเทศต่างๆ พร้อมกับพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นชาติการค้าให้ได้
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดึงการประชุมเรื่องการจัดอันดับขีดความสามารถระดับโลกเข้ามาประชุมที่ประเทศไทย เช่น เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับบลิวอีเอฟ) หรือสถาบันการจัดการนานาชาติ (ไอเอ็มดี) เพื่อเป็นโอกาสได้รับทราบข้อมูลเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถต่อไป







