
ธอส.ปรับตัว สู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจการเงินที่ต้องปรับตัวรับกับกระแสดิจิทัล 4.0 ให้ทัน ด้วยการปรับระบบการทำงานสู่การทำธุรกรรมทางการเงินแบบดิจิทัล (ดิจิทัล แบงก์กิ้ง) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
เช่นเดียวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่รุกขึ้นมาประกาศความพร้อมในการปรับโฉมสู่การให้บริการแบบดิจิทัล (Transfamation to Digital Service) โดยการเปลี่ยนจุดอ่อนของตัวเองให้กลายเป็นจุดแข็ง นั่นก็คือ เดิม ธอส.มีสาขาให้บริการไม่มากเมื่อเทียบกับธนาคารสีต่างๆ เพราะเน้นด้านการปล่อยสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย ทำให้เวลาจะขยับปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งทำได้ง่าย คล่องตัว และที่สำคัญอาจจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าคนอื่นๆ
เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ถึงความพร้อมว่า ในระยะ 3 ปีนี้ ธอส.เตรียมงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ด้านการบริการทางการเงินเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อพลิกโฉมบริการทางการเงินสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ว่า น่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปร่างภายในเดือน ก.ย. 2560
สำหรับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ ธอส.จะมาช่วยในการดำเนินธุรกิจและการวางแผนทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรองรับการขยายตัวในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้แก่ การนำระบบบริการใบเสร็จรับชำระหนี้เงินกู้แบบอิเล็กทรอนิกส์ (GHB Smart Receipt) มาใช้ ซึ่งลูกค้าสามารถรับใบเสร็จชำระเงินกู้ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ โดยไม่รอการจัดพิมพ์และส่งผ่านทางไปรษณีย์จากธนาคาร ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ใบเสร็จลงได้ 25-30% จากปัจจุบันที่มีต้นทุน 40 ล้านบาท จากการพิมพ์สลิปที่มีมากถึง 8 แสนบัญชี
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนนำเครื่องวีทีเอ็ม (Video Teller Machine)นำร่องให้บริการลูกค้า ซึ่งตู้วีทีเอ็มจะเปรียบเสมือนกับการมาใช้บริการที่สาขาของธนาคารทั้งในและนอกเวลาทำการ บริการได้ทั้งฝาก-ถอน รับชำระหนี้เงินกู้ รวมถึงให้บริการด้านสินเชื่อ โดยผู้ใช้บริการจะได้พูดคุยกับพนักงานผ่านหน้าจอตู้
เบื้องต้นตู้วีทีเอ็มจะเน้นให้บริการด้านการเปิดบัญชีและขอสินเชื่อกับพนักงานผ่านหน้าจอตู้ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมายังธนาคารสาขา ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่อง โดยทางบริษัท จีอาร์จีแบงก์กิ้ง ของจีนให้ความสนใจและกำลังทำเครื่องต้นแบบมาเสนอ เบื้องต้นคาดว่าตู้วีทีเอ็มจะมีราคาประมาณ 1 ล้านบาท/เครื่อง และมีแผนติดตั้งล็อตแรกภายในเดือน ก.ย.นี้ นำร่องในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระราม 9 จำนวน 20 ตู้ จากทั้งหมด 200 ตู้
ขณะเดียวกันจะนำเครื่องรับชำระหนี้เงินกู้แอลอาร์เอ็ม (Loan Repayment Machine) จำนวน 50 ตู้ มาให้บริการควบคู่กันภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 20 เครื่อง และกระจายทั่วประเทศอีก 30 เครื่อง รวมทั้งเร่งพัฒนาระบบคอร์แบงก์กิ้งธนาคารใหม่ เพื่อรองรับธุรกิจทางไอที คาดว่าไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ จะแล้วเสร็จเช่นกัน ส่วนแผนเปลี่ยนระบบคอร์แบงก์กิ้งนั้น ยังอยู่ในช่วงการศึกษา คาดว่าต้องใช้วงเงินเปลี่ยนคอร์แบงก์กิ้งไว้ 2,000 ล้านบาท แต่คิดว่าคงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ดังนั้นในระหว่างนี้ต้องอัพเดทซอฟต์แวร์คอร์แบงก์กิ้งเพื่อใช้ของเดิมไปก่อน
นอกจากเรื่องวีทีเอ็ม และคีออสชำระหนี้เงินกู้แล้ว ยังเตรียมเปิดตัวให้บริการด้านเงินกู้ผ่านแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโฟน ทั้งในเรื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน การจองคิวของสินเชื่อ การขอสินเชื่อเงินกู้ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อได้รับสิทธิพิเศษดอกเบี้ยต่ำกว่าการขอเงินกู้ปกติ 0.25%
“การนำดิจิทัลแบงก์กิ้งเข้ามาช่วยในการทำงานธนาคาร จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานในแต่ละปีลง เพราะในอนาคตแต่ละสาขาอาจจะใช้พนักงานแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ยืนยันว่าการนำระบบไอทีมาใช้ งานจะไม่ลดพนักงานลง เนื่องจากจะให้พนักงานในส่วนบริการไปทำงานอื่นแทน เช่น การขยายสาขาให้มากขึ้นและในด้านของการหารายได้ให้ธนาคารเพิ่มขึ้นแทน” ฉัตรชัย ระบุ
อย่างไรก็ดี ธอส.มีแนวคิดทำบัตรชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารในรูปแบบของบัตรกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) ที่สามารถโอนเงินจากธนาคารใดก็ได้มาไว้ในบัตร โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับ ธอส. มีลักษณะคล้ายๆ กับบัตรแรบบิทที่สามารถเติมเงินเข้ามาไว้ในบัตรเพื่อใช้บริการต่างๆ ได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส.ได้เสนอแก้กฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ธนาคารทำอี-วอลเล็ตไปแล้ว
การปรับตัวครั้งนี้ของ ธอส.น่าจะเป็นการก้าวแบบก้าวกระโดดเข้าสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพื่อรองรับการแข่งขันของธุรกิจฟินเทคที่จะเกิดในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการปรับภาพลักษณ์ ของ ธอส.ให้มีความทันสมัยขึ้น และเชื่อว่าการตื่นตัวของ ธอส.ครั้งนี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการธนาคารได้ไม่มากก็น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า ธอส.มีจุดแข็งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นรายย่อย แม้ว่าในด้านของมูลค่าจะไม่มากเท่าแบงก์พาณิชย์อื่นๆ แต่จำนวนฐานลูกค้านั้น บอกเลยว่า (ใหญ่) มาก!!!







