posttoday
ธอส.ปรับตัว สู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง

ธอส.ปรับตัว สู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง

23 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจการเงินที่ต้องปรับตัวรับกับกระแสดิจิทัล 4.0 ให้ทัน ด้วยการปรับระบบการทำงานสู่การทำธุรกรรมทางการเงินแบบดิจิทัล (ดิจิทัล แบงก์กิ้ง) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

เช่นเดียวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่รุกขึ้นมาประกาศความพร้อมในการปรับโฉมสู่การให้บริการแบบดิจิทัล (Transfamation to Digital Service) โดยการเปลี่ยนจุดอ่อนของตัวเองให้กลายเป็นจุดแข็ง นั่นก็คือ เดิม ธอส.มีสาขาให้บริการไม่มากเมื่อเทียบกับธนาคารสีต่างๆ เพราะเน้นด้านการปล่อยสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย ทำให้เวลาจะขยับปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งทำได้ง่าย คล่องตัว และที่สำคัญอาจจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าคนอื่นๆ

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ถึงความพร้อมว่า ในระยะ 3 ปีนี้ ธอส.เตรียมงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ด้านการบริการทางการเงินเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อพลิกโฉมบริการทางการเงินสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เบื้องต้นตั้งเป้าไว้ว่า น่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปร่างภายในเดือน ก.ย. 2560

สำหรับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ ธอส.จะมาช่วยในการดำเนินธุรกิจและการวางแผนทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรองรับการขยายตัวในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้แก่ การนำระบบบริการใบเสร็จรับชำระหนี้เงินกู้แบบอิเล็กทรอนิกส์ (GHB Smart Receipt) มาใช้ ซึ่งลูกค้าสามารถรับใบเสร็จชำระเงินกู้ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ โดยไม่รอการจัดพิมพ์และส่งผ่านทางไปรษณีย์จากธนาคาร ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ใบเสร็จลงได้ 25-30% จากปัจจุบันที่มีต้นทุน 40 ล้านบาท จากการพิมพ์สลิปที่มีมากถึง 8 แสนบัญชี

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนนำเครื่องวีทีเอ็ม (Video Teller Machine)นำร่องให้บริการลูกค้า ซึ่งตู้วีทีเอ็มจะเปรียบเสมือนกับการมาใช้บริการที่สาขาของธนาคารทั้งในและนอกเวลาทำการ บริการได้ทั้งฝาก-ถอน รับชำระหนี้เงินกู้ รวมถึงให้บริการด้านสินเชื่อ โดยผู้ใช้บริการจะได้พูดคุยกับพนักงานผ่านหน้าจอตู้

เบื้องต้นตู้วีทีเอ็มจะเน้นให้บริการด้านการเปิดบัญชีและขอสินเชื่อกับพนักงานผ่านหน้าจอตู้ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมายังธนาคารสาขา ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่อง โดยทางบริษัท จีอาร์จีแบงก์กิ้ง ของจีนให้ความสนใจและกำลังทำเครื่องต้นแบบมาเสนอ เบื้องต้นคาดว่าตู้วีทีเอ็มจะมีราคาประมาณ 1 ล้านบาท/เครื่อง และมีแผนติดตั้งล็อตแรกภายในเดือน ก.ย.นี้ นำร่องในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระราม 9 จำนวน 20 ตู้ จากทั้งหมด 200 ตู้

ขณะเดียวกันจะนำเครื่องรับชำระหนี้เงินกู้แอลอาร์เอ็ม (Loan Repayment Machine) จำนวน 50 ตู้ มาให้บริการควบคู่กันภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 20 เครื่อง และกระจายทั่วประเทศอีก 30 เครื่อง รวมทั้งเร่งพัฒนาระบบคอร์แบงก์กิ้งธนาคารใหม่ เพื่อรองรับธุรกิจทางไอที คาดว่าไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ จะแล้วเสร็จเช่นกัน ส่วนแผนเปลี่ยนระบบคอร์แบงก์กิ้งนั้น ยังอยู่ในช่วงการศึกษา คาดว่าต้องใช้วงเงินเปลี่ยนคอร์แบงก์กิ้งไว้ 2,000 ล้านบาท แต่คิดว่าคงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ ดังนั้นในระหว่างนี้ต้องอัพเดทซอฟต์แวร์คอร์แบงก์กิ้งเพื่อใช้ของเดิมไปก่อน

นอกจากเรื่องวีทีเอ็ม และคีออสชำระหนี้เงินกู้แล้ว ยังเตรียมเปิดตัวให้บริการด้านเงินกู้ผ่านแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโฟน ทั้งในเรื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน การจองคิวของสินเชื่อ การขอสินเชื่อเงินกู้ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อได้รับสิทธิพิเศษดอกเบี้ยต่ำกว่าการขอเงินกู้ปกติ 0.25% 

“การนำดิจิทัลแบงก์กิ้งเข้ามาช่วยในการทำงานธนาคาร จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานในแต่ละปีลง เพราะในอนาคตแต่ละสาขาอาจจะใช้พนักงานแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ยืนยันว่าการนำระบบไอทีมาใช้ งานจะไม่ลดพนักงานลง เนื่องจากจะให้พนักงานในส่วนบริการไปทำงานอื่นแทน เช่น การขยายสาขาให้มากขึ้นและในด้านของการหารายได้ให้ธนาคารเพิ่มขึ้นแทน” ฉัตรชัย ระบุ

อย่างไรก็ดี ธอส.มีแนวคิดทำบัตรชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารในรูปแบบของบัตรกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) ที่สามารถโอนเงินจากธนาคารใดก็ได้มาไว้ในบัตร โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับ ธอส. มีลักษณะคล้ายๆ กับบัตรแรบบิทที่สามารถเติมเงินเข้ามาไว้ในบัตรเพื่อใช้บริการต่างๆ ได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส.ได้เสนอแก้กฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ธนาคารทำอี-วอลเล็ตไปแล้ว

การปรับตัวครั้งนี้ของ ธอส.น่าจะเป็นการก้าวแบบก้าวกระโดดเข้าสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพื่อรองรับการแข่งขันของธุรกิจฟินเทคที่จะเกิดในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการปรับภาพลักษณ์ ของ ธอส.ให้มีความทันสมัยขึ้น และเชื่อว่าการตื่นตัวของ ธอส.ครั้งนี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการธนาคารได้ไม่มากก็น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่า ธอส.มีจุดแข็งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นรายย่อย แม้ว่าในด้านของมูลค่าจะไม่มากเท่าแบงก์พาณิชย์อื่นๆ แต่จำนวนฐานลูกค้านั้น บอกเลยว่า (ใหญ่) มาก!!!

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่