
เลือกลงทุนหุ้นรพ.
โดย...พูลศรี เจริญ
โดย...พูลศรี เจริญ
รกิจโรงพยาบาลเอกชนที่ทยอยระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อตุนกระสุนสำหรับรองรับการขยายงานทั้งการสร้างอาคารใหม่ เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ สะท้อนชัดถึงการแข่งขันที่รุนแรง เพราะไม่เพียงเอกชนแข่งกับเอกชน แต่โรงพยาบาลของรัฐยังโดดเข้ามาแข่งขันด้วย เช่น การเปิดคลินิกพิเศษนอกเวลา
สำหรับมุมมองของผู้จัดการกองทุนที่มีต่อธุรกิจโรงพยาบาล สุภาพร ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี มองว่า ธุรกิจโรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการรักษาพยาบาล การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับทั้งผู้ป่วยในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามารักษาในไทย
นอกจากมีผู้ป่วยจากต่างประเทศเข้ามารักษาในไทยแล้ว ยังได้เห็นการขยายธุรกิจในต่างประเทศของผู้ประกอบการโรงพยาบาลที่ขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา และเมียนมา เป็นต้น
“บลจ.กรุงศรี ยกให้กลุ่มโรงพยาบาลติดท็อป 5 กลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูง การครองเตียงผู้ป่วยยังอยู่ในระดับสูง “
อย่างไรก็ดี สุภาพรให้ความเห็นว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลแพง สะท้อนจากสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ย 20 กว่าเท่า พร้อมยกตัวอย่างว่าหุ้นโรงพยาบาลบางบริษัท พี/อีอยู่ที่เกือบ 2 เท่า ดังนั้นหากจะให้สมเหตุสมผลผลประกอบการควรเติบโตเป็นเลข 2 หลักด้วย
สอดคล้องกับมุมมองของ ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ และประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย ที่ระบุว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลมีพี/อีสูง
ผู้บริหารกองทุนรายนี้ แนะว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ต้องไม่เหมารวม ให้ดูไส้ในแต่ละบริษัท เช่น อัตราการทำกำไร โครงสร้างของคนไข้ เนื่องจากปี 2559 ที่ผ่านมา คนไข้ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางมีการชะลอตัว ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน ดูทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาล และที่ขาดไม่ได้ คือ กลยุทธ์การทำธุรกิจของแต่ละบริษัทว่าการเติบโตจะมาจากส่วนไหนบ้าง
“โรงพยาบาลที่ขยายงานมากๆ จะทำให้อัตราการทำกำไรลดลง หลักการลงทุนของ บลจ.กสิกรไทยเองก็จะดูหุ้นรายตัว ไม่ได้เหมารวมทั้งกลุ่ม” ธิดาศิริ กล่าวทิ้งท้าย
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ คาดกำไรไตรมาส 4 ปี 2559 จะชะลอตัว โดยขยายตัวเพียง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจาก 16% ในไตรมาส 3 ปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH ) ได้ประโยชน์จากจำนวนลูกค้าที่ลดลงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด “รอมฎอน” ในช่วงไตรมาสนี้ แต่จำนวนผู้ป่วยตะวันออกกลาง ที่ชะลอตัว สำหรับบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) คาดกำไรไตรมาส 4 ปี 2559 จะลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2558 จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และจำนวนคนป่วยลดลง
ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีขึ้นมากสำหรับ BH และ BDMS โดยคาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นจะขยายตัว 18-17% ตามลำดับ โดย BH มาจากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโต 8% จากปี 2559 จากการปรับขึ้นราคาค่าบริการ และการปรับส่วนผสมในการรักษา และอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา มาร์จิ้น) ที่คาดว่าจะสูงขึ้น 1.50% ส่วน BDMS คาดรายได้เติบโต 10% อีบิตดา มาร์จิ้น ที่เพิ่มขึ้น 10% เป็น 21.7% และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง
ราคาหุ้น BH ยังเป็นระดับที่น่าสนใจ (สอดคล้องกับหุ้นโรงพยาบาลในภูมิภาคนี้ และเป็นกรอบของการซื้อขายในอดีต) ขณะที่มองอีบิตดาจะเติบโตเร่งตัวขึ้นในปีนี้ จะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้ สำหรับ BDMS ปรับลดมูลค่าเหมาะสมลง 4% มาที่ 23.7 บาท และยังแนะนำให้ “ถือ” มองผลประกอบการในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ยังไม่มีความน่าตื่นเต้น ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเล็กน้อย และมีอีบิตดาขยายตัว 10% ในปีนี้ ถึงแม้ BDMS จะไม่แพง แต่ยังมองไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่า ผลการดำเนินงานของ BCH จะยังคงออกมาดีในไตรมาส 4 ปี 2559 และในปี 2560 โดยประเมินว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 14.5% จากไตรมาส 3 โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจะมาจากผลการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และวงจรบวกจากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยทั้งที่ชำระด้วยเงินสด และผู้ป่วยประกันสังคม แต่อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรจะลดลงจากไตรมาส 3 เนื่องจากความล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินจากสำนักงานประกันสังคม สำหรับการรักษาโรคของศูนย์สุขภาพ และโรคเรื้อรังในไตรมาส 3
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพดีขึ้นจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน โดยในไตรมาส 3 เหลือผลขาดทุนในระดับอีบิตดาเพียงแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น และคาดว่าศูนย์สุขภาพจะเริ่มพลิกมามีกำไรสุทธิได้ในปี 2560 หลังจากที่อีบิตดาถึงจุดคุ้มทุนในปลายไตรมาส 4 ปี 2559
รายได้แข็งแกร่งจากผู้ป่วยประกันสังคมและยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกสำหรับในขณะนี้ กลุ่มผู้ป่วยประกันสังคมและกลุ่มผู้ป่วยที่ชำระเงินสด คือ กลุ่มหลักที่หนุนกระแสรายได้และกำไรของบริษัท ส่วนในปี 2560 จำนวนผู้ป่วยประกันสังคมจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% หรือ 2-3 แสนคน จากปีที่แล้วที่ 1.03 ล้านคน ซึ่งมองว่าเป็นข่าวบวกสำหรับบริษัท เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น หมายถึงรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นของ BCH โดยเมื่อมีจำนวนผู้ป่วยประกันสังคมเพิ่มขึ้น บริษัทจะได้อานิสงส์จากการประหยัดต่อขนาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่เราคาดว่า ผลการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพก็ดีขึ้น และน่าจะเริ่มทำกำไรได้ 20 ล้านบาท ในปี 2560 จากที่คาดว่าจะมีผลขาดทุน 150 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่งลดลงจากที่ขาดทุน 287 ล้านบาท และ 243 ล้านบาท ในช่วงปี 2557-2558







