
สิทธิมนุษยชน-ความมั่นคง อุปสรรคใหญ่ลงทุนในเมียนมา
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ ทูเดย์
การเดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยนำคณะนักธุรกิจไทยเข้าพบ อองซานซูจี รมว.ต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยหนึ่งในหัวข้อการหารือ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งยืดเยื้อค้างคามานาน
ทานซิน ผู้ประสานงานสมาคมพัฒนาทวาย องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งติดตามโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมาอย่างต่อเนื่อง มองเรื่องนี้ว่า เป็นความชัดเจนมากว่ารัฐบาลไทยต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจในช่วงรัฐบาลใหม่ของเมียนมา และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเป็นความพยายามรื้อโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการสร้างเขื่อน โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประชาชนท้องถิ่นไม่สนับสนุนขึ้นมาใหม่ ขณะที่บริษัทที่ได้รับเชิญในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจด้านอุตสาหกรรม จึงน่ากังวลยิ่งว่าการพัฒนาจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรภูมิภาคที่นำไปสู่การพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การแย่งชิงที่ดิน การตัดไม้ และอื่นๆ โดยอ้างเหตุผลในการพัฒนา
ทานซิน บอกว่า คนทวายควรมีส่วนร่วมในการพัฒนา กระบวนการพัฒนาต้องมาจากความต้องการที่แท้จริง ขณะเดียวกันรัฐบาลกับภาคธุรกิจมักใช้คำพูดว่าเป็นการพัฒนา จริงๆ แล้ว เป็นเพียงการพัฒนาธุรกิจเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลพยายามหาเหตุผลมาอ้างความสำเร็จ ทั้งๆ ที่
สิ่งสำคัญคือกระบวนการหารือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยต้องอยู่บนฐานความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
“โครงการระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ นักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติควรฟังเสียงของประชาชนในท้องถิ่นด้วย ควรปฏิบัติให้เกิดความเป็นธรรมทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดตามบทบัญญัติของ สากล” ทานซิน สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของคนท้องถิ่นทวาย
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลใหม่เมียนมาโดยพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของอองซานซูจีเป็นแกนนำรัฐบาล มีความพยายามที่จะสร้างสันติภาพ ยุติความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และที่สำคัญกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ยังไม่วางใจท่าทีและความจริงใจของรัฐบาลใหม่เมียนมา
พล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู กล่าวว่า รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจียังไม่สามารถสั่งกองทัพเมียนมาได้ แม้ว่ารัฐบาลอาจต้องการดำเนินกระบวนการสันติภาพกับกองกำลังชาติพันธุ์ แต่กองทัพก็ยังดำเนินการตามแนวทางเดิม การหารือกันล่าสุดเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนรัฐบาลไม่ยอมหารือในประเด็นที่เคเอ็นยูต้องการพัฒนาทางการทหารร่วมกับกองทัพเมียนมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้การเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะกองทัพเมียนมาไม่ยอมฟัง
ประเด็นความมั่นคงและความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในเมียนมา เป็นอุปสรรคสำคัญที่นักลงทุนจากไทยยังให้ความกังวล นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงสะท้อนปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งทั้งสองประเทศกำหนดเป้าหมายพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เป้าหมายในการร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงการเคารพ คุ้มครอง เยียวยา สิทธิมนุษยชน เนื่องจากพื้นที่ที่จะมีการลงทุนในเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์และมีความอ่อนไหว จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
“ควรนำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 เรื่องรับทราบผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบายเรื่องสิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ในสหภาพเมียนมา ซึ่ง กสม. ชุดก่อนหน้านี้ได้รับคำร้องเรียนและได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทวาย”
กรรมการสิทธิมนุษยชน บอกว่า รายงานการพิจารณาของ กสม.เสนอ ครม. ว่า 1.ควรดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหาย โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม 2.ครม.ควรจัดตั้งกลไกและกำหนดภารกิจการกำกับลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทย โดยนำหลักการแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และหากรัฐบาลประสงค์จะแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับที่สูงขึ้น ควรกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศที่มีสาระเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ด้วย และทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
“ในปีนี้ กสม.ได้เน้นเป้าหมายหลัก 3 เรื่อง คือ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงอยากให้รองนายกรัฐมนตรี นำยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปใช้ในการพิจารณากรอบการลงทุนในเมียนมาด้วย” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว







