
ประเมิน 1 ปี เออีซี
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
เป็นประจำทุกปีครับ ที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำการประเมินเออีซีว่าเป็นอย่างไรบ้าง “ใครได้ ใครเสียในประเด็นต่างๆ” ปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันแล้ว ผมเริ่มประเมินเออีซีตั้งแต่ปี 2554 ที่ทำการประเมิน โดยหัวข้อในปีนี้ คือ “ประเมิน 1 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรไทยหลังเข้าสู่เออีซี” ผมขอเริ่มจากขนาดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในอาเซียนว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน โดยทำการเปรียบเทียบก่อนและหลังเออีซี คำว่า “ก่อนเออีซี คือก่อนปี 2559” และ “หลังเออีซี คือหลังปี 2558”
ก่อนเออีซีตลาดเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเท่ากับ 3 ล้านล้านบาท และหลังเออีซีขนาดตลาดเพิ่มเป็น 3.7 ล้านล้านบาท และในปี 2560 ขนาดตลาดจะเพิ่มเป็น 4 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัว 6% เพิ่มขึ้นจากปี 2558 อยู่ที่ 0.3% จะเห็นได้ว่าขนาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรค่อนข้างใหญ่มาก ประเทศที่มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด คือ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ตามลำดับ ที่น่าสนใจ คือ ขนาดของตลาดเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในซีแอลเอ็มวีมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 26% เป็น 33%
โดยเฉพาะในตลาดเวียดนามที่ตัวเลขยืนยันชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดใน 10 ประเทศอาเซียน เหตุผลสำคัญที่ทำให้ขนาดตลาดเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรซีแอลเอ็มวีโตอย่างรวดเร็ว คือ 1.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี ที่ผ่านมาและในอนาคตโตที่สุดในโลกอยู่ที่ 7-8% 2.ซีแอลเอ็มวียังเนื้อหอมและดึงดูดให้นักลงทุนใช้เป็นฐานการผลิตและธุรกิจในการส่งออก 3.นโยบายและกฎระเบียบการค้าและลงทุนของซีแอลเอ็มวีเปิดกว้างและปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น 4.ติดกับประเทศไทยทำให้สามารถนำเข้าสินค้าและบริการที่จำเป็นได้สะดวกมากขึ้นร่วมทั้งทำธุรกิจร่วมกับประเทศไทย 5.ใกล้ประเทศจีนทำให้สามารถส่งสินค้าทั้งที่ผลิตเองและส่งผ่านไปยังประเทศจีน และ 6.ได้รับสิทธิด้านภาษีจีเอสพีจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยได้มูลค่าเกษตรเพิ่มขึ้น 1,538 ล้านบาท นอกจากนี้ได้ทำการประเมินส่วนแบ่งตลาดของสินค้าเกษตรไทยเทียบกับประเทศอาเซียนในตลาดอาเซียน 5 ประเทศ พบว่าสินค้าเกษตรของไทยได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่าสุทธิ 6,366 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้ส่วนแบ่งตลาด คือ กลุ่มสินค้าข้าว ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และกลุ่มเกษตรที่เสียส่วนแบ่งตลาด คือ กาแฟ มันสำปะหลัง มะพร้าว มะม่วงสดและแห้ง และอาหารทะเลแปรรูป รวมทั้งสองตลาดทำให้ไทยมีมูลค่าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นหลังเปิดเออีซี 1 ปี เท่ากับ 7,416 ล้านบาท
และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียน 10 ประเทศด้วยกัน (โดยพิจารณาเฉพาะในตลาดอาเซียน 5 ประเทศ) พบว่าไทยได้ประโยชน์ (คิดจากส่วนแบ่งตลาด) มากที่สุด ตามด้วยมาเลเซีย และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีส่วนประเทศที่เสียประโยชน์มากที่สุด คือ อินโดนีเซีย รวมกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้ ผมยังได้ประเมินจากความคิดเห็นของผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร โดยการตั้งคำถามว่า “ธุรกิจท่านได้ประโยชน์จากการเข้าสู่เออีซี” ซึ่งผมได้สำรวจภาคสนามจำนวน 1,000 บริษัท โดยสำรวจในสินค้าเกษตร 11 ประเภท เหมือนกับการวิเคราะห์ข้างต้น
ผลการสำรวจ พบว่า 60% ได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่เออีซีใน 1 ปีที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการส่งออกข้าว มะม่วง และมันสำปะหลัง บอกว่าได้ประโยชน์จากเออีซีมากที่สุด ส่วนสาเหตุที่นักธุรกิจได้ประโยชน์มากที่สุด คือ มีความสะดวกทางการค้ามากขึ้นและอุปสรรคทางการค้าลดลงคิดเป็น 45% ตามด้วย 35% ที่บอกว่าได้ประโยชน์เพราะตลาดอาเซียนกว้างขึ้น ตามด้วยการลดภาษี
ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้ประโยชน์เพราะแม้ว่าจะมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าก็ตาม แต่ยังมีเงื่อนไขและอุปสรรคทางการค้าเพิ่มขึ้นตามมา
รวมทั้งต้นทุนการผลิตในประเทศไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน







