
เทนเซ็นต์ดัน’จูซ’ ขาใหม่สร้างรายได้
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
หลังจาก บริษัท เทนเซ็นต์ เข้ามาถือหุ้น 100% ในบริษัท สนุก ออนไลน์ เมื่อปี 2555 และนำมาซึ่งการรีแบรนด์ สนุก ออนไลน์ ครั้งใหญ่ในวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา จนล่าสุดได้ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ของจูซ (JOOX) ผู้นำแอพพลิเคชั่นฟังเพลงออนไลน์ในประเทศ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า นับจากนี้เทนเซ็นต์จะมีก้าวย่างต่อไปอย่างไรในประเทศไทย
ที่ผ่านมา บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) โดย กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ ได้เผยวิสัยทัศน์และพันธกิจการทำเดินหน้าตลาดในเมืองไทยด้วยการสร้างแพลตฟอร์มด้านคอนเทนต์และบริการ หรือ “Content and Services Platforms” เพื่อมุ่งตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคออนไลน์อย่างครบวงจร
กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากภาพรวม 3 กลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท จะมีการดำเนินงานที่ชัดเจนเพราะมีความแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจอยู่แล้ว โดยจะเดินหน้าตามแนวทางของแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน สนุก ออนไลน์ ยังถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท
“แต่จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ จูซ แอพพลิเคชั่นฟังเพลงออนไลน์ เชื่อว่าไม่เกินปลายปี 2561 จูซจะเป็นอีกกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ขึ้นมาสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้เช่นกัน”
เริ่มจากกลุ่ม News and Portal ได้แก่ Sanook และ NoozUP ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีเม็ดเงินโฆษณาเข้ามาหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะ สนุก ออนไลน์ นโยบายในปีนี้จึงเน้นการสานต่อเรื่องของโฆษณาที่ตอบสนองลูกค้าได้จำเพาะเจาะจงและตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยจะไม่เน้นการขายจำนวนมาก แต่จะเน้นการทำตลาดให้ตรงกับยูสเซอร์ที่เป็นเป้าหมายของสินค้าที่เข้ามาเป็นลูกค้าบริษัท
ขณะที่ กลุ่ม Multimedia & Entertainment Platforms ได้แก่ JOOX Game นั้นปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของจูซ และถือเป็นย่างก้าวที่จะทะยานต่อเนื่อง หลังจากครองตำแหน่งผู้นำแอพพลิเคชั่นฟังเพลงออนไลน์ ซึ่งเป้าหมายหลักของจูซในปีนี้คือ การสร้างรายได้ให้เลี้ยงตัวเองได้ และเป็นอีกธุรกิจสำคัญในการสร้างรายได้ให้บริษัทในอนาคตอันใกล้
กลยุทธ์ของจูซในปีนี้ จึงเน้นการเพิ่มพาร์ตเนอร์ธุรกิจรายใหม่ๆ ทั้งในส่วนของค่ายเพลง ค่ายโอเปอเรเตอร์ และสปอนเซอร์เพื่อทำการตลาดร่วมกัน รวมถึงการเพิ่มยูสเซอร์หรือผู้ใช้งานแอพกลุ่มใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทดลองใช้บริการให้เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยการขายบัตรวีไอพี จูซ ผ่านเทสโก้ โลตัส และอยู่ระหว่างเจรจากับเซเว่นอีเลฟเว่นเพื่อให้สามารชำระเป็นเงินสดได้ จากเดิมที่ต้องชำระด้วยบัตรเครดิตเท่านั้น
อีกก้าวสำคัญของ จูซ ในปีนี้คือ การดึงลูกค้าบนโลกออนไลน์ออกมาสู่โลกออฟไลน์ ด้วยการร่วมกับพาร์ตเนอร์จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น คอนเสิร์ตในปีนี้จะจัดประมาณ 20-30 ครั้ง ตั้งแต่ขนาดเล็กประมาณ 200 คนไปถึงหลัก 1,000 คน ซึ่งกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้สามารถสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้า สร้างการรับรู้ และสร้างคอมมูนิตี้ได้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงนำมาซึ่งการสร้างรายได้ให้บริษัท
“จาก สนุก ออนไลน์ และจูซ เราเห็นคนอ่าน คนฟัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครในโลกชีวิตจริง เมื่อจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงยูสเซอร์มาสู่โลกออฟไลน์จะทำให้เรารู้ว่าลูกค้าเขาเป็นใคร”
จากการทำตลาดจูซทั้งแนวกว้างแนวลึกในปีนี้ คาดว่าจะส่งผลให้มีผู้ใช้บริการที่แอ็กทีฟในปัจจุบัน 7-8 ล้านยูสเซอร์ จากจำนวนดาวน์โหลดทั้งหมด 25 ล้านดาวน์โหลด จะสามารถเพิ่มเป็น 15 ล้านดาวน์โหลดได้อย่างไม่ยากเย็นแน่นอน
เมื่อจูซประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างรายได้ จะถือได้ว่าเป็นการทำตามนโยบายที่วางไว้แต่แรกคือ การดำเนินธุรกิจนี้ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งนักร้อง คนแต่งเพลง ค่ายเพลง ให้รายได้กลับมาจากเดิมที่ต้องสูญเสียรายได้ไปจำนวนมากจากปัญหาการฟังเพลงเถื่อนหรือละเมิดลิขสิทธิ์
ด้านกลุ่มธุรกิจที่ 3 คือ Services ได้แก่ Topspace เป็นธุรกิจการบริการด้านดิจิทัล เซอร์วิส เอเยนซี ครบวงจร ซึ่งเป็นเรื่องของการทำธุรกิจแบบบีทูบี ซึ่งยังมีโอกาสทางธุรกิจสูงจากการใช้งบลงสื่อโฆษณาดิจิทัลที่มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น โดยจากในปี 2557 มีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท มาถึงปี 2558 เพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท
เมื่อเจาะลึกถึงแผนการทำตลาด จูซจะพบว่า ปัจจุบัน จูซ มีเพลงในคลังมากกว่า 5 ล้านเพลง โดยจับมือเป็นพันธมิตรกับค่ายเพลงครอบคลุมที่สุดในไทยกว่า 200 ค่าย เพื่อมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การฟังเพลงของคนไทยในยุค 4จี
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่จูซมีการเติบโตสูงที่สุดในแง่ของผู้ใช้งานต่อวันและยอดดาวน์โหลด โดยข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่า คนไทยเปิดฟังเพลงผ่านจูซมากที่สุดถึง 56% ซึ่งมากกว่าฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่จูซ มิวสิค แอพพลิเคชั่นเปิดให้บริการและเป็นที่นิยม”
พร้อมกันนี้ ในปี 2560 McKinsey Report ยังคาดการณ์ว่า จะมีคนใช้ มิวสิค สตรีมมิ่ง ในเอเชียสูงราว 64 ล้านคน เติบโต 13.5% ระหว่างปี 2557-2563 ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ อาทิ การแชร์เนื้อเพลง การสร้างเพลย์ลิสต์ของตนเอง เพลงที่ตรงกับอารมณ์ ดาวน์โหลดเพลงโปรดมาฟังแบบออฟไลน์ หรือแม้กระทั่งการรับชมความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ผ่านไลฟ์สตรีมมิ่งที่กำลังมาแรงในวันนี้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น ในปีนี้จูซจะเน้นเพิ่มการสร้างประสบการณ์ฟังเพลงในรูปแบบ ไลฟ์ มิวสิค แพลตฟอร์ม โดยจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่าง V Station ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่ได้รับกระแสตอบรับที่ดี มีจำนวนการรับชมโดยเฉลี่ยต่อวันกว่า 3 แสนครั้ง ล่าสุดรายการและคอนเทนต์ทางดนตรีรวบรวมไว้แล้วกว่า 7 รายการ รวมทั้งเพิ่มคอลัมน์เพลง หรือ Music Columns เพื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ข้อมูลที่น่าสนใจในวงการเพลง โดยมีผู้เข้ามาอ่านโดยเฉลี่ย 3.7 หมื่นครั้ง/วัน เป็นต้น
กฤตธี ปิดท้ายว่า ตลาดมิวสิค แอพพลิเคชั่น หรือมิวสิค สตรีมมิ่ง ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากการที่มีคู่แข่งน้อยรายโดยขณะนี้เหลือเพียงแอปเปิ้ล มิวสิคสโตร์ที่เป็นคู่แข่งที่ชัดเจนของจูซ ซึ่งในบริบทที่พฤติกรรมผู้บริโภคใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสของธุรกิจแพลตฟอร์มด้านบันเทิงมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน







