
"สมคิด"วอนอย่าตัดสินขรก.ฉกรูปญี่ปุ่น
“สมคิด”วอนสังคมอย่าเหมารวมเรื่องข้าราชการฉกรูปที่ญี่ปุ่น ขณะที่ ปลัดพาณิชย์ระบุกำลังประสานตำรวจเข้าพบ คาดจะได้ข้อเท็จจริงมากขึ้น ด้านเพื่อนข้าราชการวอนสังคมอย่าซ้ำเติม
“สมคิด”วอนสังคมอย่าเหมารวมเรื่องข้าราชการฉกรูปที่ญี่ปุ่น ขณะที่ ปลัดพาณิชย์ระบุกำลังประสานตำรวจเข้าพบ คาดจะได้ข้อเท็จจริงมากขึ้น ด้านเพื่อนข้าราชการวอนสังคมอย่าซ้ำเติม
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ขโมยรูปจากโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล อย่าเหมารวมทั้งหมด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองก็ดูแลอยู่แล้ว และต้องให้ความยุติธรรมกับข้าราชการคนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่ได้ช่วยเหลือในทางที่ผิด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องตรวจสอบต่อไป
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ประสานตำรวจญี่ปุ่นเพื่อขอเข้าพบ ซึ่งจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงมากขึ้น และขณะนี้กำลังรอการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า กระบวนทางกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น อาจะจะใช้เวลา 21 วันกว่าจะแจ้งข้อหาได้นั้น ขณะนี้รองอธิบดียังถือว่ายังอยู่ระหว่างการปฏิบัติงานและใช้สิทธิลาต่อ
สำหรับ ขั้นตอนหลังจากถูกควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด เพื่อรออัยการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล และหากศาลรับฟ้องก็ต้องถูกคุมขังเพื่อรอวันนัดไต่สวนคดี ขั้นตอนแรกนี้จะใช้เวลาตั้งแต่ 45-90 วัน จึงจะเข้าสู่การพิจารณาคดี หมายความว่าในช่วงนี้รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้
รายงานข่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ข้าราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าแม้ว่าจะพฤติกรรมข้าราชการระดับสูงจะทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ ออกสื่อไปทั่วโลกอยู่ขณะนี้นั้น แต่หลังจากรับทราบจากสื่อในประเทศตลอดเมื่อวานนี้ ต่างรู้สึกสงสารผู้บริหารท่านนี้อย่างมาก โดยข้าราชการบางรายระบุว่า ท่านทำผิดหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่คดีไปฆ่าคนตาย และน่าจะให้ข้าราชการระดับสูงท่านนี้กลับมาชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน ไม่ใช่มาตัดสินโทษทางสังคม จนอาจทำให้ข้าราชการระดับสูงดังกล่าวเกิดความเครียด คิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะทนแรงสังคมไทยไม่ไหว
“ต้องการคนไทยช่วยกันพิจารณาและช่วยเหลือ มากกว่าจะซ้ำเติม เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครทราบถึงข้อเท็จจริง อาจทำไปในช่วงที่เมาและไม่รู้ตัวหรือเหตุผลอื่น ๆ ดังนั้น การตัดสินคดี โดยเฉพาะสื่อมวลชนขณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลมากจนเกินไป และช่วง 2 ปี ที่ท่านทำงานที่กรมฯ เป็นคนดีรักลูกน้อง แต่อาจจะมีอารมย์เสียเรื่องสั่งงานแล้วไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงาน จึงอยากให้สังคมเปิดใจบ้าง” แหล่งข่าวระบุ







