
แอนิเมชั่นไทยโต10%
สมาคมแอนิเมชั่นไทย ชี้อุตสาหกรรมปี 2560 ยังโตต่อเนื่องสองหลัก แนะรัฐตั้งกองทุนหนุนรายย่อยผลิตแอนิเมชั่นแข่งตลาดโลก
สมาคมแอนิเมชั่นไทย ชี้อุตสาหกรรมปี 2560 ยังโตต่อเนื่องสองหลัก แนะรัฐตั้งกองทุนหนุนรายย่อยผลิตแอนิเมชั่นแข่งตลาดโลก
นายนิธิพัฒน์ สมสมาน นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทยในปี 2560 ประเมินว่าจะขยายตัวต่อเนื่องมากกว่า 10% โดยมีกลุ่มลูกค้าต่างประเทศที่ให้ผู้ผลิตไทยผลิตงาน ซึ่งจะมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน รวมถึงสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ในปี 2559 คาดว่ามีการขยายตัวมากกว่าสองหลักเช่นกัน จากปี 2558 อุตสาหกรรมขยายตัวประมาณ 10% มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากมีกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่สนใจงานให้ผู้ประกอบการไทยผลิตคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งตลาดแอนิเมชั่นในจีนขยายตัวสูงกว่า 100% และผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นสร้างใหม่เพิ่มมากขึ้นในทุกปี
สำหรับอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทยอยู่ในอันดับสามของภูมิภาคอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ที่เป็นผู้นำ รองลงมาคือ มาเลเซีย ที่ขยายตัวสูงมากผลิตคอนเทนต์ที่เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น/ปีจำนวนกว่า 10 เรื่อง ซึ่งเป็นผลจากรัฐบาลมาเลเซียส่งเสริมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ในระดับสูงใช้งบส่งเสริม/ปีกว่า 300 ล้านบาท ทำให้ผู้ผลิตมาเลเซียร่วมทุนผลิตคอนเทนต์กับนักลงทุนต่างประเทศผลิตแอนิเมชั่นจำนวนมาก
นายนิธิพัฒน์ กล่าวว่า สมาคมต้องการเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนวงเงินเบื้องต้นราว 100 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย เพื่อทำให้ภาคเอกชนสามารถมีเงินทุนและขยายการผลิตคอนเทนต์ใหม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อภาครัฐแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า
ขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไทย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีและมีในสมาคมมีผู้ประกอบการราว 60 ราย พร้อมต้องการให้รัฐร่วมผลักดันสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของเอกชน จากแต่ละปีจะมีนักศึกษาจบใหม่ในด้านนี้มากกว่า 2,000 คน ซึ่งบางส่วนอาจไม่ตรงกับความต้องการเอกชนที่ต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน
“หากเอกชนไทยมีกองทุนเริ่มต้นการสร้างคอนเทนต์แอนิเมชั่นได้ จะส่งผลดีให้เอกชนไทยมีศักยภาพที่จะไปร่วมทุนกับผู้ผลิตในต่างประเทศผลิตคอนเทนต์ใหม่มากขึ้น” นายนิธิพัฒน์ กล่าว







