
สตาร์ทอัพไทยเสี่ยงสะดุด
ทิม คัลแพน คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก แสดงทัศนะว่า การลงมติผ่านพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ของไทยที่ผ่านการปรับแก้แล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพของรัฐบาล เนื่องจากความวิตกว่ากฎหมายดังกล่าวอาจจำกัดการแสดงออกอย่างอิสระบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย
ทิม คัลแพน คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก แสดงทัศนะว่า การลงมติผ่านพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ของไทยที่ผ่านการปรับแก้แล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพของรัฐบาล เนื่องจากความวิตกว่ากฎหมายดังกล่าวอาจจำกัดการแสดงออกอย่างอิสระบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย
ก่อนหน้านี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยเมื่อเดือน เม.ย.ปีนี้ว่า รัฐบาลไทยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศขึ้นเป็น 1 หมื่นราย ภายในปี 2018 และได้ตั้งกองทุนราว 555 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 2 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจนี้
อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับนับตั้งแต่ราวช่วงกลางปี 2017 มีเนื้อหาบางประการที่มีความกำกวมอยู่ โดย ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ องค์กรนอกภาครัฐระหว่างประเทศระบุว่า กฎหมายใหม่อาจทำให้รัฐบาลสามารถจำกัดเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต และการทำกิจกรรมของนักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ รวมถึงเพิ่มการเฝ้าระวังและการสอดส่องตรวจตรามากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มแฮ็กเกอร์ได้โจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง เพื่อประท้วงการผ่านพระราชบัญญัติใหม่ดังกล่าว โดยหลังการโจมตีระบบหน่วยงานรัฐล่าสุดนั้น พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า นโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์ยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อควบคุมการแพร่กระจายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
แม้ว่าพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์และนโยบายซิงเกิ้ลเกตเวย์จะเป็นคนละประเด็นกัน แต่คัลแพนระบุว่า หากมีการนำนโยบายดังกล่าวมาใช้พร้อมกัน จะเป็นผลลบต่อภาคธุรกิจสตาร์ทอัพ เนื่องจากการเซ็นเซอร์และการควบคุมข้อมูลอาจส่งผลให้นวัตกรรม หรือการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศชะลอตัวลง เนื่องจากจะจำกัดความร่วมมือและการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่รวมถึงการขยายการลงทุนและการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ
นอกจากนี้ คอลัมนิสต์บลูมเบิร์กระบุว่าไทยไม่อาจเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับจีนที่มีการควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวดได้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยนั้นมีขนาดเล็กกว่ามาก อีกทั้งไทยเองต้องยกระดับเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางไซเบอร์มากยิ่งขึ้น หากต้องการแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะภายในภูมิภาค
คัลแพนทิ้งท้ายว่า สุดท้ายแล้วไทยอาจต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการเดินหน้ากฎหมายเพื่อควบคุมอินเทอร์เน็ต หรือการผลักดันธุรกิจสตาร์ทอัพในอนาคต







