
เงินบาท ใกล้เป็นสกุลเงินภูมิภาค
ความน่าเชื่อถือของเงินบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ดูได้จากการใช้เงินบาทของไทยได้รับความนิยมในการนำมาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ความน่าเชื่อถือของเงินบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ดูได้จากการใช้เงินบาทของไทยได้รับความนิยมในการนำมาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการที่มีการซื้อขายกันภายในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากโครงสร้างการชำระเงินค่าสินค้าออกของไทยกับอาเซียน ที่จำแนกตามสกุลเงินต่างๆ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานออกมาล่าสุดในไตรมาส 3/2559 ซึ่งจะเห็นว่าสัดส่วนการใช้เงินบาทมาชำระค่าสินค้าที่ซื้อขายกันมากขึ้นๆ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
เมื่อดูจากโครงสร้างการชำระเงินค่าสินค้าออกของไทยกับอาเซียน จำแนกตามสกุลเงินล่าสุดในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จะพบว่าการส่งออกของไทยไปอาเซียนทั้งหมดมีมูลค่า 4,713 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ระดับ 35.70 บาท/เหรียญสหรัฐ) แบ่งเป็น การส่งสินค้าและบริการไปบรูไนดารุสซาลาม 7.51 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 643.55 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซีย 807.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 563.47 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 717.29 ล้านเหรียญสหรัฐ กัมพูชา 452.87 ล้านเหรียญสหรัฐ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) 325.51 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา 320.36 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนาม 875.14 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากข้อมูลเหล่านี้ ถือว่าการส่งสินค้าออกจากไทยไปอาเซียนไม่น้อย เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมดในเดือน ต.ค.ปีนี้ ที่มีมูลค่า 17,783 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิ่งที่น่าสนใจ คือ แนวโน้มการค้าขายสินค้าและบริการของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านภายในภูมิภาคอาเซียนเริ่มเห็นชัดขึ้นว่ามีสัดส่วนการใช้เงินบาทในการชำระค่าสินค้าและบริการกันมากขึ้น
แม้ว่าการค้าในอาเซียนทั้งหมดจะยังใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นหลักในการจ่ายชำระกันที่ 83% ของวงเงินทั้งหมดก็ตาม แต่จะเริ่มเห็นว่าการใช้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มลดลง เมื่อเทียบระยะเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วน 73.9% ขณะที่สัดส่วนการใช้เงินบาทมากเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 23.1% เพิ่มขึ้นจาก 21.6% ถัดไปเป็นการใช้ เยน ญี่ปุ่น เหรียญสิงคโปร์ ยูโร ริงกิต มาเลเซีย และสกุลอื่นๆ อีกประปราย
สำหรับสาเหตุสำคัญที่เพื่อนบ้านหันมานิยมใช้เงินบาทในการค้าขายกันมากขึ้นนั้น จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธปท. อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเห็นความสำคัญในการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขายกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหลักอย่างเงินเหรียญสหรัฐที่ผันผวนมากขึ้น ที่สำคัญการใช้สกุลเงินท้องถิ่นยังมีความสะดวกและทำให้การค้าขายกันโดยตรงของผู้ค้าที่เป็นเอสเอ็มอีซื้อขายและเทียบราคากันง่ายขึ้น ส่งผลให้เอสเอ็มอีของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่ง ธปท.ก็ได้มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการใช้เงินสกุลท้องถิ่นกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การใช้เงินสกุลท้องถิ่นจะช่วยลดความผันผวนของอัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ดีกว่าการใช้สกุลหลัก อย่างเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร เยน ปอนด์ ฯลฯ แล้วยังมีส่วนทำให้ราคาสินค้าที่ค้าขายระหว่างกันมีโอกาสปรับลดลงด้วย เพราะเมื่อเทียบราคาค้าขายกันง่าย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเทียบราคากันไปมา (สวิตชิ่ง) ก็ถูกลง ต้นทุนการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนก็ถูกลง อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหากใช้เงินสกุลท้องถิ่นแทน ซึ่งเงินบาทก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมีความน่าเชื่อถือตามพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีของไทย และเงินบาทยังมีปริมาณเพียงพอที่ใช้ในตลาดการค้าระหว่างกัน รวมถึงการค้าตามแนวชายแดน
โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่มีสัดส่วนการใช้เงินบาทในการชำระมากถึง 59.6% ของมูลค่าการค้าที่ทำกับไทย รองลงมาเป็นเมียนมามีสัดส่วนการใช้เงินบาทที่ 54.7% กัมพูชา 41.2% เวียดนาม 20.7% ฟิลิปปินส์ 19.7% อินโดนีเซีย 14.9% มาเลเซีย 15.6% บรูไน 12.8% และสิงคโปร์ 6% ทำให้เห็นว่าถึงปัจจุบันจะยังใช้เงินเหรียญสหรัฐกันเป็นหลักอยู่ก็ตาม แต่การใช้เงินบาทชำระกันโดยตรงเริ่มมีมากขึ้น
สอดคล้องกับมุมมองของ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า แนวโน้มการใช้เงินบาทมากขึ้นในอาเซียนน่าจะเป็นผลมาจากการค้าขายระหว่างกันเองในภูมิภาค รวมถึงการค้าชายแดนขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อย่าง สปป.ลาว มีการนำเข้าสินค้าจากไทยจำนวนมากอยู่แล้ว เนื่องจากเชื่อถือในคุณภาพสินค้าไทย เห็นได้จากการค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ยังเติบโตเป็นบวกได้ แม้ยอดส่งออกรวมของไทยจะโตติดลบก็ตาม ภาพการค้าที่โตได้ดีระหว่างกันมีส่วนทำให้เงินบาทได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมันสะดวกสุดและง่ายต่อการจ่ายเงินกัน ไม่ต้องไม่เทียบเป็นเงินสกุลอื่นๆ หลายทอดเหมือนในอดีต
“การค้าขายระหว่างกันในอาเซียนที่ขยายตัวได้ดีขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มการใช้เงินบาทได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะตราบใดที่เพื่อนบ้านนำเข้าสินค้าจากไทย ไม่ใช่เพราะสินค้าไทยถูกกว่าสินค้าประเทศอื่น เพราะถ้าจะยึดด้านราคาเชื่อว่าสินค้าจีนน่าจะถูกกว่า แต่น่าจะเป็นเพราะเขาเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย เพื่อนบ้านเราก็น่าจะยังใช้เงินบาทมากขึ้นไปเรื่อยๆ ในการค้าขายกับไทย อีกอย่างปริมาณเงินบาทในตลาดก็มีเพียงพอให้ถือ ไม่ได้ขาดแคลน และการที่เพื่อนบ้านถือเงินบาทมากขึ้นเพื่อมาค้าขายกับเราก็ไม่ได้มีประเด็นน่าเป็นห่วงว่าจะกระทบทำให้ปริมาณเงินบาทขาดตลาดแต่อย่างใด แต่การที่เพื่อนบ้านถือเงินบาทมากขึ้น อาจทำให้ไทยเรามีต้นทุนในการพิมพ์เงินบาทเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย” เชาว์ ระบุ
สรุปจากปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย รวมถึงทิศทางการค้าไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ยังโตได้แล้วค่อยข้างชัดเจนว่า เงินบาทน่าจะยังมีความน่าเชื่อถือและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปริมาณเงินบาทที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท ก็น่าจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความนิยมด้วยเช่นกัน







