
อนาคตโรงพยาบาลไทย
ก่อนหน้านี้ ได้ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ (ปธพ.5) ของสถาบันพระปกเกล้าและแพทยสภา ทัศนศึกษาโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย พอทราบข้อมูลแล้วก็มองเห็นปัญหาของโรงพยาบาลรัฐได้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ ได้ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ (ปธพ.5) ของสถาบันพระปกเกล้าและแพทยสภา ทัศนศึกษาโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย พอทราบข้อมูลแล้วก็มองเห็นปัญหาของโรงพยาบาลรัฐได้อย่างชัดเจน
ประการแรก ที่มีคำกล่าวว่าแพทย์ไทยผลิตออกมาเยอะแล้วไม่ได้ขาดแคลน แต่ที่จริงแล้วไทยยังขาดแคลนแพทย์มาก โรงพยาบาลต่างจังหวัดหลายแห่งมีแพทย์เพียง 3 คน แต่ต้องดูแลผู้ป่วยมากกว่า 4-5 หมื่นคน/ปี และจากข้อมูลยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2559 พบว่าไทยมีอัตราส่วนแพทย์หนึ่งคนต่อประชากรเกือบ 2,000 คน ดังนั้นการผลิตแพทย์จึงยังมีความจำเป็นมาก ปัจจุบันมีแพทย์ประมาณ 4 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ เกินครึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ขณะที่แพทย์ส่วนน้อยกว่าอยู่ในต่างจังหวัดที่ต้องดูแลคนไทยจำนวนมหาศาล
ประการที่สอง บุคลากรทางการแพทย์เกือบทั้งหมดถูกสอนเพื่อการรักษาผู้ป่วยเป็นหลัก หรือพัฒนาเป็นแพทย์เฉพาะทาง ขณะที่โลกของการสาธารณสุขเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และรักษา ปัจจุบันอุปกรณ์ทางการแพทย์และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีต้องนำเข้าเกือบ 100% การสร้างแพทย์ต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้เข้าถึงเทคโนโลยี ต้องเป็นแพทย์นวัตกร รัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาแพทย์แนวใหม่นี้ ประการที่สาม ถึงแม้จะมีการปรับปรุงทั้งประสิทธิภาพและทั้งการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐ แต่ก็ยังคงสู้โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ ที่จริงแล้วอย่ามองว่าทุกคนจะอยากเข้าโรงพยาบาลเอกชน แต่เป็นเพราะเรื่องความเจ็บป่วยรอกันไม่ได้ คนไทยจึงเหมือนถูกบังคับกลายๆ ให้ต้องหาทางรอดด้วยการเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวกรวดเร็วกว่า แต่ก็มีราคาสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐมากๆ นอกจากนี้โรงพยาบาลเอกชนยังดึงดูดหมอจากโรงพยาบาลรัฐทุกปีๆ เพราะรายได้ที่แตกต่างกันมาก หากไม่มีมาตรการแก้ไขระยะยาว โรงพยาบาลรัฐคงอยู่ไม่ได้
อีกทั้งโครงสร้างต้นทุนของโรงพยาบาลรัฐไม่มีความชัดเจน เพราะมีความเชื่อที่ว่ารัฐต้องดูแลทุกอย่าง ทั้งแพทย์ พยาบาล ยา และอาคาร จึงมีความจำเป็นต้องคำนวณรายจ่ายและรายรับให้แม่นยำที่สุด เพื่อสะท้อนต้นทุนของรัฐ ให้รัฐบาลได้ตัดสินใจทิศทางอนาคตสาธารณสุขไทย และนำมากำหนดเป็นนโยบายประการที่สี่ อัตราส่วนการใช้บริการโรงพยาบาลรัฐของคนต่างชาติมีจำนวนมากขึ้นอย่างชัดเจน ในจำนวนนี้โรงพยาบาลต้องสงเคราะห์ตามหลักมนุษยธรรม และอาจเก็บเงินไม่ได้ กลายเป็นภาระมหาศาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลบริเวณชายแดนทั่วประเทศ อีกทั้งค่าใช้จ่ายการรักษาก็ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะรัฐอุดหนุนอยู่มาก การจัดการกับปัญหานี้ท้าทายมากเพราะเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณแพทย์
ประการที่ห้า การสรรหาองค์ความรู้เพื่อพึ่งพาตนเองของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐสังกัดอยู่หลายกระทรวง การแลกเปลี่ยนบุคลากร องค์ความรู้ และทรัพยากรมีความจำเป็นมาก จะได้ไม่เกิดการซ้ำซ้อน และสร้างประสิทธิภาพสูงสุดจากการลงทุนของภาครัฐ
รัฐควรสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์เป็นสื่อกลางของความร่วมมือ เพราะมีความพร้อมทั้งจำนวนบุคลากรและทั้งงานวิจัย ดังนั้นการสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐจะช่วยทำให้เราช่วยกันได้มากขึ้น
อนาคตโรงพยาบาลไทยก็คืออนาคตของประเทศไทย ความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะยอมรับปัญหาอย่างที่เป็นจริงได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็คงจะแก้ไขไม่ได้สักที







