posttoday
‘เอ ทิฮา’ คนรุ่นใหม่ ปลุกเศรษฐกิจเมียนมา

‘เอ ทิฮา’ คนรุ่นใหม่ ปลุกเศรษฐกิจเมียนมา

02 ธันวาคม 2559

เป็นคนเชื้อชาติเมียนมาที่เติบโตในต่างประเทศและทำงานอยู่นานกว่า 9 ปี จนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

เป็นคนเชื้อชาติเมียนมาที่เติบโตในต่างประเทศและทำงานอยู่นานกว่า 9 ปี จนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาได้มองเห็นโอกาสการกลับเข้ามาลงทุนในเมียนมาประเทศบ้านเกิดอีกครั้ง สำหรับ เอ ทิฮา (AyeThiha) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิฮา กรุ๊ป หนุ่มนักธุรกิจวัย 35 ปี ซึ่งกลับมาบุกเบิกการลงทุนในประเทศบ้านเกิดของตระกูล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารที่ซื้อแฟรนไชส์พิซซ่าจากกลุ่มไมเนอร์ และการทำธุรกิจโรงรีดเหล็ก มิลล์คอน ทิฮา เจล ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในนิคมอุตสาหกรรมติละวา เมืองย่างกุ้ง

ทิฮา เกิดที่ประเทศไทยและเรียนจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนอายุ 17 ปี เนื่องจากคุณแม่ทำงานอยู่ที่องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นในประเทศไทย จากนั้นก็ไปศึกษาต่อสที่บอสตัน คอลเลจ สหรัฐอเมริกา ทางด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ก่อนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการเงินที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเรียนจบปริญญาโทที่อังกฤษ แล้วก็กลับไปเรียนปริญญาโทใบที่สองทางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่นิวยอร์ก หลังจากเรียนจบเมื่อปี 2547 ได้ทำงานอยู่ที่ธนาคารยูบีเอส สหรัฐอเมริกา จนถึงปี 2554  ซึ่งในช่วงเดือน ธ.ค.ได้กลับมาทำงานที่เมียนมา เนื่องจากเวลานั้นรัฐบาลทหารมีการเปลี่ยนแปลงและครอบครัวก็ยังอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง

“ในช่วงแรกที่ทำงานที่ธนาคารยูบีเอสนั้นดูแลทางด้านเอ็มแอนด์เอ หรือการควบรวมและฟื้นฟูกิจการ ทำงานที่นิวยอร์กเกือบ 10 ปี แล้วรู้สึกว่าเต็มที่กับตรงนั้นแล้ว ประกอบกับรัฐบาลเมียนมา มีการเปลี่ยนแปลง และครอบครัวยังอยู่ที่เมียนมาจึงชวนกลับมาหาลู่ทางการลงทุนใหม่ๆ ที่นี่จะดีกว่า” ทิฮา กล่าว

การเข้ามาทำงานที่นี่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มแรก โดยงานแรกที่ทำเกิดจากลูกค้าของธนาคารยูบีเอส คือทาทาพาวเวอร์สนใจทำธุรกิจพลังงานที่เมียนมา ให้ช่วยติดต่อทำเรื่องโรงไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน แต่เอาเข้าจริงโครงการดังกล่าวก็ติดปัญหาเรื่องไม่ผ่านการขออนุญาตทางด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้  

ขณะที่ก่อนหน้านั้นได้รู้จัก วิลเลียม ไฮเนกี้ เจ้าของธุรกิจไมเนอร์ ที่ทำธุรกิจพิซซ่า คอมปะนีแนะนำเพื่อนที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์พิซซ่า คอมปะนี ในตลาดต่างประเทศ บริษัท อาร์เอ็มเอ กรุ๊ป ที่ทำตลาดอยู่ในกัมพูชาและลาว ซึ่งตนก็สนใจนำธุรกิจนี้เข้าไปเปิดตลาดในเมียนมา โดยได้เริ่มมานาน 3 ปี ปัจจุบันมีร้านพิซซ่า คอมปะนี 4 ร้าน ซึ่งมีแผนจะเปิดตลาดในเมียนมาให้ได้เพิ่มขึ้นต่อจากนี้ไปปีละ 4-6 ร้าน

“ร้านพิซซ่าขายดีในเมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศที่ปิดตนเองมานานกว่า 50 ปี และเป็นวัฒนธรรมการทานจากประเทศตะวันตกซึ่งคนที่นี่ก็เปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากนั้นก็ขยับมาทำธุรกิจเหล็กกับ มิลล์คอน เพราะไปรู้จักกับ หมู-สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์คอน สตีล ผ่านทาง พีท-ประณิธาน พรประภา เพื่อนที่เรียนโรงเรียนนานาชาติมาด้วยกันตั้งแต่เกรด 8 ในช่วง 3 ปีก่อนสิทธิชัยอยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์เพื่อมาร่วมลงทุนกันในเมียนมา ซึ่งผมเข้าใจสภาพตลาดที่นี่จึงตกลงเข้าร่วมทุนพัฒนาโรงงานรีดแผ่นเหล็กที่นี่”

ปัจจุบันเศรษฐกิจเมียนมามีการพัฒนาอย่างช้าๆ กฎระเบียบต่างๆ ยังไม่ชัดเจนทุกอย่างต้องให้ระดับผู้ใหญ่ตัดสินใจ ขณะนี้ยังต้องรอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตัั้งนั้นมีการฟอร์มทีมงานให้นิ่งก่อน ซึ่งเชื่อว่าระหว่างปี 2561-2562 จะเห็นการเติบโตได้ชัดเจนเนื่องจากมีธนาคารโลก องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า เข้ามาสนับสนุน จะเพิ่มโอกาสการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้  

“เวลานี้เชื่อว่าการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนในภูมิภาคนี้ หรือโลคัล อินเวสต์เตอร์นั้นจะได้เปรียบกว่า เพราะคนอาเซียนด้วยกันจะเข้าใจวิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนเมียนมาได้ดีกว่า
เมียนมาเหมือนเป็นประเทศใหม่ แต่ไม่ใช่ประเทศใหม่ที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ ระบบของที่นี่มีวิธีการทำงานไม่เหมือนกับที่อื่น ต้องให้ระดับที่มีอำนาจสั่่งการ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปเขาต้องทำงานโดยการคิดและลงมือทำเองมากขึ้น”

ทิฮา เล่าว่า แม้ว่าจะมีประสบการณ์ทางด้านการธนาคาร แต่กลับไม่สนใจทำธุรกิจด้านการเงินในเมียนมา เนื่องจากมีสถาบันการเงินที่นี่แล้ว 23 ราย และหากจะมีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่เพิ่มอีกนั้นจะต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง และต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้นจะไม่ทันกับผู้ที่เริ่มธุรกิจมาก่อนหน้านี้

“ในเวลานี้หากเราหาพาร์ตเนอร์ที่มีความสำเร็จในการทำธุรกิจ แล้วมาร่วมลงทุนก็เป็นการการันตีความสำเร็จของธุรกิจระดับหนึ่งที่นี่ได้เช่นกัน แม้ว่าการดำเนินธุรกิจทุกอย่างใช่ว่าจะประสบความสำเร็จได้ภายในวันเดียว ซึ่งต้องใช้เวลาและอดทน ตอนนี้ผมเพิ่งอายุ 35 ปี ยอมทำงานหนัก และยังสามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ การทำงานที่นี่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง เพราะที่เมียนมามีสมาคมนักธุรกิจสหรัฐอมริกา และก็มีนักธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาติดต่อค่อนข้างมากก็ไม่ได้ปิดโอกาสที่จะมีการร่วมลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

สำหรับหลักในการทำงานคือจะต้องมีวินัย เพราะหากจะว่าไปแล้วพฤติกรรมของคนเมียนมาทำงานคล้ายๆ กับอินเดีย ไม่ใช่เป็นการโกงกันแต่ยังเป็นการเอาเปรียบกันมากกว่า แต่ก็มองว่าเป็นประเทศเปิดใหม่ที่มีโอกาสในการลงทุนค่อนข้างสูง ประชากรทั้งประเทศมีอยู่กว่า 53 ล้านคน แต่เชื่อว่าทุกคนต้องการความเจริญเข้ามาสู่ประเทศ และเชื่อว่าในอีก 5-10 ปี จะดีขึ้น

ทิฮา ย้ำว่า ตนเองไม่ได้เด็กเกินไปในการพยายามขยายธุรกิจในเมียนมา ซึ่งการทำงานกับคนไทยนัั้นผมคิดว่าง่ายกว่าทำงานกับคนอินเดีย หรือแม้แต่ทำงานกับคนอเมริกันนั้นจะต้องมีระเบียบขั้นตอนที่ต้องชัดเจน และที่นี่จะต้องมีการพัฒนาขึ้นอีกมาก จึงสนใจลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ธุรกิจอาหาร การลงทุนของนิคมติวาลาที่เมืองย่างกุ้งที่รัฐบาลเมียนมาร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

นี่เป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ชาวเมียนมา ที่มองเห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญในการเดินหน้าลงทุนในประเทศของตนเอง เพราะมองเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร